โครงสร้างบ้านคืออะไร? รู้จักองค์ประกอบสำคัญก่อนเริ่มสร้างบ้าน
แชร์

จะสร้างบ้านสักหลังอย่าดูแค่ดีไซน์ เพราะโครงสร้างบ้านคือรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อความแข็งแรง ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของบ้านในระยะยาว การเข้าใจหน้าที่ของเสาเข็ม ฐานราก เสา คาน พื้น ไปจนถึงหลังคา จะช่วยให้เจ้าของบ้านเห็นภาพรวมของงานก่อสร้าง และติดตามความคืบหน้าได้อย่างสบายใจ การเรียนรู้ระบบโครงสร้างและลำดับขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นช่วยให้วางแผนงานได้ราบรื่น สื่อสารกับทีมช่างและวิศวกรได้อย่างมั่นใจ ตรวจรับงานได้ตรงสเป็ก และได้บ้านที่มั่นคงพร้อมอยู่อาศัยไปอีกนาน

 

Summary

  • รากฐานแห่งความปลอดภัย โครงสร้างบ้านคือพื้นฐานสำคัญที่รับน้ำหนักทั้งหมด และส่งต่อความมั่นคงแข็งแรงให้บ้านอยู่สบายได้อย่างยาวนาน
  • มาตรฐานตามลำดับขั้นตอน งานโครงสร้างจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบตามลำดับวิศวกรรม พร้อมเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันปัญหาบานปลาย
  • เช็กให้ดีว่า ก่อนสร้างบ้านต้องรู้อะไรบ้าง? เพื่อการสื่อสารที่มั่นใจเจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่การเข้าใจหลักการพื้นฐาน จะช่วยให้คุยกับทีมช่างเข้าใจ มองภาพรวมออก และตรวจรับงานได้อย่างสบายใจ

โครงสร้างบ้านคืออะไร?

ถ้าเทียบบ้านกับร่างกายมนุษย์ โครงสร้างบ้าน (Building Structure) ก็คือกระดูกและกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่เป็นเสาหลักคอยรับน้ำหนักทั้งหมดของตัวบ้าน ตั้งแต่น้ำหนักของตัวเอง เฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ ไปจนถึงผู้อยู่อาศัย แล้วถ่ายน้ำหนักนั้นลงสู่ชั้นดินอย่างมั่นคง เพื่อให้บ้านทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ทรุดตัว หรือพังลงมา

ความสำคัญของงานโครงสร้างจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องการค้ำยัน แต่เป็นหัวใจหลักของความแข็งแรง ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของบ้าน โครงสร้างที่ออกแบบและก่อสร้างถูกต้องตามหลักวิศวกรรม จะช่วยให้บ้านทนทานต่อแรงกระทำรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นแรงลม ฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือแม้แต่แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ช่วยให้ทุกคนในบ้านอุ่นใจไร้กังวล

การสร้างบ้านมักมีการแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คืองานโครงสร้าง (Structural Work) และงานสถาปัตยกรรม (Architectural Work) ต่างกันดังนี้

  • งานโครงสร้าง เน้นเรื่องความแข็งแรง ปลอดภัย และฟังก์ชันการรับน้ำหนักเป็นหลัก เป็นส่วนงานที่มักถูกซ่อนอยู่หลังผนัง ใต้พื้น หรือใต้ดิน เช่น เสาเข็ม ฐานราก เสา คาน และโครงหลังคา เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมองไม่เห็นจากข้างนอก แต่เป็นส่วนสำคัญที่แก้ยากหากเกิดความผิดพลาด
  • งานสถาปัตยกรรม เน้นเรื่องความสวยงาม ความน่าอยู่ และการตกแต่งเพื่อความสบายในการใช้งาน เช่น งานก่ออิฐฉาบปูน งานทาสี ปูกระเบื้อง กรุผนัง ติดตั้งประตูหน้าต่าง และงาน Built-in ต่างๆ เป็นส่วนที่สัมผัสและมองเห็นได้ชัด ปรับเปลี่ยนหรือรีโนเวตตามเทรนด์ได้ง่ายกว่างานโครงสร้าง

 

ส่วนประกอบของโครงสร้างบ้าน

ส่วนประกอบของโครงสร้างบ้าน

โครงสร้างบ้านเหมือนทีมทำงานที่รับไม้ต่อกันเป็นทอดๆ โดยถ่ายน้ำหนักจากบนลงล่างอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บ้านทรงตัวได้อย่างมั่นคง โครงสร้างบ้านมีอะไรบ้าง มาดูกัน!

  • หลังคาและโครงหลังคา ทำหน้าที่ปกป้องบ้านจากแดดฝน และเป็นจุดแรกที่รับน้ำหนักแรงลมรวมถึงกระเบื้องหลังคา จากนั้นจะถ่ายน้ำหนักลงสู่คานและเสาด้านล่าง
  • พื้น ทำหน้าที่รับน้ำหนักการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ผู้อยู่อาศัย เฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ แล้วกระจายน้ำหนักนั้นออกไปตามแนวคาน
  • คาน โครงสร้างแนวนอนที่ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักจากแผ่นพื้นและผนัง แล้วแบกน้ำหนักส่งต่อไปยังเสาทั้งสี่ต้นที่พยุงอยู่
  • เสา โครงสร้างแนวตั้งที่เป็นเหมือนขาค้ำยันหลัก รับน้ำหนักทอดต่อมาจากคาน แล้วถ่ายลงสู่ตลิ่งด้านล่างในแนวตรง
  • ฐานราก โครงสร้างคอนกรีตใต้ผิวดิน ทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดที่ส่งลงมาจากเสา แล้วกระจายแรงออกไปเพื่อไม่ให้บ้านเกิดการเอียงหรือจมลงในดิน
  • เสาเข็ม รากแก้วที่ตอกหรือหมุนลึกลงไปในชั้นดินแข็ง ทำหน้าที่ยึดเกาะและรับน้ำหนักทอดสุดท้ายจากฐานราก เพื่อป้องกันไม่ให้บ้านเกิดการทรุดตัว

โครงสร้างแต่ละส่วนทำงานร่วมกันอย่างไร?

กลไกการทำงานของระบบรับน้ำหนักจะเริ่มจาก… 

  1. หลังคาและพื้น 
  2. ส่งแรงไปที่คาน 
  3. คานถ่ายน้ำหนักลงเสา 
  4. เสาส่งแรงกดลงฐานราก 
  5. ฐานรากถ่ายน้ำหนักทอดสุดท้ายลงสู่เสาเข็มหรือชั้นดินแข็ง 

หากองค์ประกอบแม้แต่ส่วนใดส่วนหนึ่งชำรุด เสียหาย หรือไม่ได้มาตรฐาน การถ่ายน้ำหนักทั้งระบบจะสะดุดลงทันที ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดรอยแตกร้าว การทรุดตัวไม่เท่ากัน หรือเสี่ยงต่อโครงสร้างทรุดตัวในระยะยาว

เสาเข็ม ฐานราก เสา คาน พื้น และหลังคา ทำหน้าที่อะไร?

องค์ประกอบหลักของโครงสร้างบ้านแต่ละส่วนมีหน้าที่เฉพาะตัวที่สอดประสานกันอย่างลงตัว เพื่อให้บ้านตั้งอยู่อย่างมั่นคง 

  • เสาเข็มและฐานราก ทำหน้าที่เป็นฐานต้านแรง ถ่ายและกระจายน้ำหนักทั้งหมดของอาคารลงสู่ชั้นดินแข็งใต้ผิวดิน ช่วยป้องกันไม่ให้บ้านเอียง ทรุดตัว หรือเกิดการจมลงในดิน
  • เสาและคาน ทำหน้าที่เป็นโครงกรอบค้ำยันหลัก คานจะช่วยแบกรับน้ำหนักแนวนอนจากพื้นและผนัง แล้วส่งต่อแรงในแนวตั้งไปยังเสา เพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่ฐานรากอย่างสมดุล
  • พื้น ทำหน้าที่เป็นแผ่นรองรับกิจกรรมและการใช้งานภายในบ้าน ทั้งน้ำหนักผู้อยู่อาศัย เฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ พร้อมกระจายแรงเหล่านั้นออกไปตามแนวคานรอบทิศทาง
  • หลังคาและโครงหลังคา ทำหน้าที่ป้องกันแดด ลม ฝน และสภาพอากาศภายนอกไม่ให้กระทบตัวบ้าน ขณะเดียวกันก็ช่วยยึดรั้งโครงสร้างส่วนบนให้สมดุลและถ่ายแรงลมลงสู่โครงสร้างเสา - คานด้านล่าง หลังคาบ้านยอดนิยมในไทยมีทั้งหลังคาเพรชชีท หลังคาคอนกรีต และกระเบื้องซีแพค

ขั้นตอนการขึ้นโครงสร้างบ้าน

งานขึ้นโครงสร้างบ้านถือเป็นส่วนสำคัญที่ต้องทำตามลำดับวิศวกรรม การเข้าถึงขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการมุงหลังคา จะช่วยให้งานก่อสร้างถูกต้อง ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และพร้อมรองรับงานตกแต่งสถาปัตยกรรมในขั้นตอนต่อไปได้อย่างไร้ร้อยต่อ

1. เตรียมพื้นที่ก่อสร้าง

เริ่มต้นด้วยการเคลียร์พื้นที่ ปรับระดับดิน ถางป่าหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมออก จากนั้นทำการถมดินและบดอัดให้แน่นตามระดับที่กำหนดไว้ พร้อมตอกหลักหมุดเพื่อรังวัดแนวเขตดิน และทำผังเต้า (ผังไม้ชั่วคราว) สำหรับจับระยะจุดตัดเสาและแนวฐานรากทั้งหมดให้แม่นตามแบบแปลน

2. ลงเสาเข็ม

ตอกเสาเข็มหรือเจาะเสาเข็ม ณ ตำแหน่งหมุดที่กำหนดไว้ พิจารณาตามสภาพพื้นที่และข้อกำหนดทางวิศวกรรม เมื่อลงเสาเข็มครบแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการเช็กระยะตำแหน่งเสาเข็ม (Blow Count หรือการทดสอบความสมบูรณ์ของเข็ม) และสกัดหัวเสาเข็มให้อยู่ในระดับที่ถูกต้องเพื่อเตรียมเข้าเหล็กฐานราก

3. งานฐานราก

ขุดดินรอบหัวเสาเข็มตามขนาดที่ออกแบบไว้ แล้วหล่อคอนกรีตหยาบเพื่อปรับผิวหน้าดินให้ราบเรียบ จากนั้นเข้าแบบหล่อคอนกรีต วางตะแกรงเหล็กเสริมฐานราก (ตะกร้อ) และผูกเหล็กเดือยเสา (Dowel Bar) ก่อนจะเทคอนกรีตฐานรากเพื่อยึดหัวเข็มเข้ากับฐานรากให้เป็นเนื้อเดียวกัน

4. งานเสาและคาน

ตั้งแบบหล่อเสาชั้นล่าง ผูกเหล็กเสา และเทคอนกรีตเสาขึ้นมาจนถึงระดับคาน จากนั้นตั้งนั่งร้านเพื่อทำแบบหล่อคานคอดิน (คานชั้นล่าง) หรือคานชั้นบน ผูกเหล็กเสริมคานตามสเป็กวิศวกร แล้วทำการเทคอนกรีตเพื่อเชื่อมโครงสร้างแนวตั้งและแนวนอนเข้าด้วยกันอย่างมั่นคง

5. งานพื้น

ดำเนินการหล่อพื้นคอนกรีตตามประเภทที่ระบุในแบบ หากเป็นพื้นหล่อในที่ (Cast-in-place) จะทำการตั้งแบบผูกตะแกรงเหล็กแล้วเทคอนกรีต แต่หากเป็นระบบพื้นสำเร็จรูป (Precast Slab) จะนำแผ่นพื้นสำเร็จรูปมาวางเรียงบนแนวคาน ผูกเหล็กกันร้าว และเทคอนกรีตทับหน้าให้ได้ระดับ

6. งานโครงหลังคา

เมื่อโครงสร้างเสาและคานรับน้ำหนักเซตตัวได้ตามระยะเวลาแล้ว จะเริ่มยกโครงเหล็กหลังคาขึ้นติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นอะเส จระเข้ จันทัน และแป โดยทำการเชื่อมหรือยึดนอตให้แน่นหนา พร้อมทาสีกันสนิม จากนั้นจึงปูแผ่นสะท้อนความร้อนและมุงกระเบื้องหลังคาเพื่อปกป้องโครงสร้างบ้านจากแดดฝน

 

โครงหลังคาเป็นส่วนประกอบของบ้านที่รับน้ำหนักกระเบื้องและปกป้องบ้านจากสภาพอากาศ การเลือกประเภทวัสดุโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรือคอนกรีต จึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับแบบหลังคาบ้านที่เลือกใช้ เพื่อให้สามารถคำนวณการรับน้ำหนักได้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม 

7. ตรวจสอบคุณภาพก่อนเริ่มงานสถาปัตยกรรม

ขั้นตอนสุดท้ายของงานโครงสร้าง คือการตรวจสอบความสมบูรณ์ร่วมกับวิศวกรและผู้ควบคุมงาน โดยเช็กระดับความเที่ยงตรงของเสา - คาน ตรวจหารอยแตกร้าวหรือโพรงคอนกรีต ตรวจสอบการรับน้ำหนัก และเช็กว่าไม่มีการรั่วซึมบริเวณหลังคา เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างแข็งแรง 100% ก่อนส่งมอบงานให้ทีมสถาปัตยกรรมเข้ามาก่ออิฐ ฉาบปูน และตกแต่งต่อไป

 

วัสดุที่ใช้ในโครงสร้างบ้าน

 

วัสดุที่ใช้ในโครงสร้างบ้าน

การเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับสเป็กวิศวกรรม คือปัจจัยหลักที่กำหนดความทนทานและอายุการใช้งานของโครงสร้างบ้าน ก่อนจะเริ่มสร้างบ้าน มาทำความเข้าใจว่า ส่วนประกอบของบ้านมีอะไรบ้าง และแต่ละส่วนใช้วัสดุอะไรดี?

  • คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete - RC) วัสดุยอดนิยมสำหรับงานเสา คาน พื้น และฐานราก เป็นการนำจุดเด่นของคอนกรีตที่รับแรงกดหรือแรงอัดได้สูง มารวมกับเหล็กเส้นที่รับแรงดึงและแรงดัดงอได้ดี ทำให้โครงสร้างเหนียว แข็งแรง และทนต่อสภาพอากาศได้ยาวนาน
  • เหล็กโครงสร้าง (Structural Steel) เช่น เหล็กรูปพรรณ (H-Beam, I-Beam หรือเหล็กกล่อง) นิยมนำมาใช้ทำโครงหลังคา หรือใช้ทำเสาและคานในบ้านสไตล์โมเดิร์นหรือลอฟต์ ข้อดีคือรับน้ำหนักได้มาก น้ำหนักเบากว่าคอนกรีต ก่อสร้างรวดเร็ว และช่วยลดขนาดเสาให้บ้านดูโปร่งขึ้น
  • ไม้และวัสดุผสม (Timber & Composite Materials) ไม้จริงนิยมใช้ในงานโครงสร้างบ้านไทยดั้งเดิม หรือใช้ทำโครงหลังคาและคานเสาในจุดที่ต้องการโชว์ความงามธรรมชาติ ส่วนวัสดุผสมอย่างคอนกรีตมวลเบา หรือไฟเบอร์ซีเมนต์ นิยมใช้ในระบบผนังรับน้ำหนักและแผ่นพื้น เพื่อช่วยลดน้ำหนักรวมของอาคาร

การเลือกวัสดุให้เหมาะกับประเภทบ้าน

  • บ้านพักอาศัยทั่วไป 1 - 3 ชั้น นิยมใช้คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นหลัก เพราะแข็งแรง เก็บเสียง ทนทาน และคุ้มค่าเงิน
  • บ้านที่ต้องการสร้างเสร็จไว หรือเน้นดีไซน์โปร่ง เหมาะกับโครงสร้างเหล็กรูปพรรณ เพราะลดระยะเวลาทำหน้างาน และเปิดพื้นที่ได้กว้างโดยไม่ต้องมีเสาคั่นเยอะ
  • บ้านระบบสำเร็จรูป เหมาะกับบ้านในโครงการหรือบ้านที่เน้นความถูกต้องของขนาด โดยใช้แผ่นคอนกรีตอัดแรงหล่อสำเร็จจากโรงงานมาประกอบหน้างาน

วิธีตรวจสอบงานโครงสร้างบ้านเบื้องต้น

แม้งานโครงสร้างจะเป็นเรื่องเทคนิคเฉพาะทาง แต่เจ้าของบ้านก็สามารถสังเกตและตรวจสอบความเรียบร้อยเบื้องต้นได้ การหมั่นเข้าตรวจหน้างานถูกจุดจะช่วยป้องกันความผิดพลาด หรือการลดสเป็กวัสดุ เพื่อให้ได้บ้านที่แข็งแรง มั่นคง และตรงตามแบบแปลน

1. ตรวจสอบแนวเสาและคาน 

สังเกตระนาบความตรงของเสาและแนวคานทั้งหมดโดยใช้ลูกดิ่งหรือระดับน้ำวัดความตั้งฉาก เสาต้องไม่ดิ่งเอียง คานต้องไม่คดงอหรือตกท้องช้าง แนวเสาในแต่ละชั้นต้องต่อเชื่อมกันในแนวตั้งตรงอย่างสมดุล และวัดระยะห่างระหว่างเสาแต่ละต้นว่าถูกต้องตรงตามแบบแปลนก่อสร้างไหม

2. ตรวจสอบคุณภาพคอนกรีต 

เช็กค่ากำลังอัดของคอนกรีต (Cylinder / Cube Strength) จากเอกสารใบส่งคอนกรีตของโรงงานว่าตรงตามสเป็กที่วิศวกรกำหนด เช่น KSC 240 หรือ 280 รวมถึงสังเกตการผสมคอนกรีตหน้างานว่าไม่มีการผสมน้ำเพิ่มจนเหลวเกินไป เพราะจะทำให้คอนกรีตสูญเสียกำลังอัดและเกิดรอยแตกร้าวได้ง่าย

3. ตรวจสอบเหล็กเสริม 

ก่อนเทคอนกรีต ให้เข้าไปตรวจดูชนิด ขนาด และระยะห่างของเหล็กเสริม (เหล็กข้ออ้อยหรือเหล็กเส้น) ทั้งในเสา คาน และพื้น ว่าตรงตามแบบวิศวกรรม เหล็กต้องไม่มีสนิมกัดกร่อนขุมลึก มีการผูกลวดเหล็กแน่นหนา ไม่ล้มเอียง และมีลูกปูนรองเหล็ก เพื่อเว้นระยะระยะหุ้มคอนกรีตไม่ให้เหล็กโผล่ชิดแบบหล่อ

4. ตรวจสอบความเรียบร้อยของงานหล่อคอนกรีต 

หลังแกะแบบหล่อคอนกรีตออก ให้ตรวจดูผิวเนื้อคอนกรีตว่าแน่นเรียบสม่ำเสมอไหม ต้องไม่มีรอยแตกร้าวใหญ่ ไม่มีรูพรุนเป็นรวงผึ้ง หรือมีโพรงอากาศภายในเสาและคาน หากพบจุดพรุนขนาดใหญ่ต้องรีบแจ้งวิศวกรเพื่อประเมินและทำการซ่อมแซมด้วยน้ำยาเกร้าท์ (Non-shrink Grout) ทันที

5. ตรวจรับร่วมกับวิศวกร 

ก่อนผ่านงานไปสู่ขั้นตอนสถาปัตยกรรม ควรตรวจรับโครงสร้างร่วมกับวิศวกรผู้ควบคุมงานหรือบริษัทตรวจบ้านมืออาชีพ โดยร่วมกันเช็กเอกสารผลทดสอบเสาเข็ม ตรวจวัดระดับความสูง - ต่ำของพื้น และให้วิศวกรลงนามเซ็นรับรองความแข็งแรงปลอดภัยของโครงสร้างอย่างเป็นทางการ

 

โครงสร้างบ้านถือเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดความแข็งแรง ความปลอดภัย

สรุป

โครงสร้างบ้านถือเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดความแข็งแรง ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของบ้านในระยะยาว การรู้หน้าที่ของเสาเข็ม ฐานราก เสา คาน พื้น และหลังคา รวมทั้งลำดับขั้นตอนการก่อสร้าง จะช่วยให้เจ้าของบ้านเห็นภาพรวม สื่อสารกับทีมช่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามงานก่อสร้างได้มั่นใจ การเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานร่วมกับการตรวจสอบคุณภาพในแต่ละขั้นตอนถี่ถ้วน จะช่วยป้องกันปัญหาโครงสร้างงบประมาณบานปลาย และเพิ่มคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยยั่งยืน

 

หากในอนาคตต้องการปรับเปลี่ยน ดัดแปลง หรือขยายพื้นที่ใช้สอย การแก้ไขส่วนที่เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักต้องได้รับความยินยอมจากวิศวกร และต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อเติมบ้านอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหากระทบกระเทือนโครงสร้างหลักจนเกิดความเสียหายหรืออาคารถล่ม 

 

Tanda Design Studio บริษัทรับออกแบบบ้านกรุงเทพ พร้อมเปลี่ยนไอเดียของคุณให้เป็นจริงด้วยบริการออกแบบสถาปัตยกรรม ออกแบบตกแต่งภายใน และคุมงานก่อสร้างแบบครบวงจร การันตีคุณภาพด้วยผลงานการออกแบบบ้านพักอาศัยที่ใส่ใจโครงสร้างและความสวยงามลงตัว 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

Pile Cap กับ Footing ต่างกันอย่างไร?

Pile Cap คือฐานรากที่วางอยู่บนเสาเข็ม ส่วน Footing (ฐานรากแผ่) คือฐานรากที่วางถ่ายน้ำหนักลงบนชั้นดินโดยตรง ทั้งสองอย่างทำหน้าที่เป็นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กเหมือนกัน แต่ Footing จะใช้ในพื้นที่ดินแข็งหรือชั้นหินที่รับน้ำหนักได้มากโดยไม่ต้องตอกเข็ม ส่วน Pile Cap จะครอบอยู่บนหัวเสาเข็มตั้งแต่ 1 ต้นขึ้นไป เพื่อรวมน้ำหนักจากเสาบ้านแล้วส่งต่อลงเสาเข็มให้ถ่ายแรงลงสู่ดินชั้นลึกอีกที 

Footing กับตอม่อ ต่างกันอย่างไร?

Footing คือส่วนฐานรากด้านล่างสุด ส่วนตอม่อ (Pedestal / Column Stump) คือเสาสั้นๆ ที่ตั้งอยู่บน Footing สองส่วนนี้ทำงานต่อเนื่องกัน โดยตอม่อทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมรับน้ำหนักจากคานคอดินและเสาบ้านชั้นบน เพื่อส่งแรงลงสู่ Footing (หรือ Pile Cap) และยังช่วยยกโครงสร้างบ้านให้พ้นจากระดับผิวดินเพื่อป้องกันความชื้นและปลวก 

ฐานแผ่กับเสาเข็ม อันไหนดีกว่ากัน?

ไม่มีอันไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่ที่สภาพชั้นดินของสถานที่ก่อสร้างเป็นหลัก หากก่อสร้างในพื้นที่ดินแข็งมาก เช่น ต่างจังหวัดบางพื้นที่ โครงสร้างแบบฐานรากแผ่จะประหยัดงบและก่อสร้างได้ไวกว่า แต่ถ้าก่อสร้างในพื้นที่ดินอ่อนหรือดินกรุงเทพฯ - ปริมณฑล การใช้ฐานรากเสาเข็มนั้นจำเป็น เพื่อป้องกันปัญหาบ้านเอียงหรือการทรุดตัวไม่เท่ากันในระยะยาว

เสาเข็มมี 3 ชนิด อะไรบ้าง?  

แบ่งตามลักษณะการทำงานและการติดตั้งได้เป็น 3 ชนิดหลัก

 

  1. เสาเข็มตอก (Driven Pile) เข็มคอนกรีตสำเร็จรูป (เช่น ไอ หรือสี่เหลี่ยม) ใช้ปั้นจั่นตอกลงดิน ราคาประหยัดและรับน้ำหนักได้ดี แต่มลภาวะเรื่องเสียงและแรงสั่นสะเทือนสูง
  2. เสาเข็มเจาะ (Bored Pile) เจาะดินออกก่อนแล้วหล่อคอนกรีตลงในหลุม เหมาะกับพื้นที่แคบและไม่ส่งแรงสั่นสะเทือนกระทบอาคารข้างเคียง
  3. เสาเข็มไมโครไพล์ (Micropile) เข็มเหล็กหรือคอนกรีตขนาดเล็ก เชื่อมต่อทีละท่อน ตอกด้วยเครื่องจักรขนาดเล็ก เหมาะกับงานต่อเติมหรือพื้นที่แคบเข้าถึงยาก

ดินรับน้ําหนักได้เท่าไร?

ความสามารถในการรับน้ำหนักของดินต่างกันไปตามประเภทและตำแหน่งลึกของดิน เช่น ดินอ่อนมากในกรุงเทพฯ ช่วงชั้นบนอาจรับได้เพียง 2 - 5 ตันต่อตารางเมตร ในขณะที่ดินแข็ง ดินชั้นกรวด หรือหินแข็งในต่างจังหวัด อาจรับได้ตั้งแต่ 10 - 30 ตันขึ้นไปต่อตารางเมตร วิศวกรจึงต้องอ้างอิงจากผลการทดสอบดิน (Soil Test) ก่อนออกแบบฐานรากเสมอ

บล็อกที่เกี่ยวข้อง