บ้านผู้สูงอายุ ออกแบบให้อยู่สบาย ด้วยหลักการ Universal Design
แชร์

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้มุมมองเรื่องบ้านเปลี่ยนไปมาก เพราะการออกแบบบ้านในวันนี้ต้องคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานและรองรับการใช้ชีวิตระยะยาวด้วย บ้านสำหรับผู้สูงอายุควรออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการใช้งานในชีวิตประจำวัน วางแผนพื้นที่ แสงสว่าง และการเลือกวัสดุที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด 
 

การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนพื้นที่พักผ่อนให้กลายเป็นเซฟโซนอันอบอุ่นและพร้อมดูแลทุกคนในครอบครัวไปตลอดทุกช่วงชีวิต 

 

Summary

  • การออกแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุต้องเริ่มจากการเข้าใจสรีระ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัย ฟังก์ชันที่เรียบง่าย และความสะดวกสบายในการใช้งานชีวิตประจำวัน
  • ตอบโจทย์คนทุกวัยด้วย Universal Design การนำหลักนี้มาใช้ช่วยสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงทุกคนในบ้าน ให้ใช้งานร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมและไร้อุปสรรค
  • วางแผนล่วงหน้า คุ้มค่าระยะยาว เพราะการเตรียมโครงสร้างและฟังก์ชันบ้านให้พร้อมตั้งแต่วันนี้ ช่วยลดความยุ่งยากและเซฟค่าใช้จ่ายในการรีโนเวตแก้ไขในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมบ้านผู้สูงอายุจึงต้องออกแบบเป็นพิเศษ 

  • ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามวัย เมื่ออายุเพิ่มขึ้น สายตา การได้ยิน มวลกล้ามเนื้อ และการทรงตัวของคนรุ่นใหญ่ในบ้านจะค่อยๆ ลดลง การลุก นั่ง เดิน หรือมองในที่มืดจึงไม่คล่องตัวเหมือนเดิม แบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุจึงเข้ามาช่วยซัปพอร์ตสรีระในจุดนี้ได้ดีขึ้น
  • ป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด รู้ไหมว่าอุบัติเหตุจากการลื่นล้มในบ้านมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเป็นอันดับต้นๆ? การเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านจึงช่วยตัดความเสี่ยงและลดโอกาสการบาดเจ็บรุนแรงได้ตรงจุด
  • คืนอิสระและเติมเต็มความมั่นใจ บ้านที่ใช้งานง่ายจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องคอยพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ช่วยเติมพลังกาย พลังใจ และทำให้ท่านรู้สึกมีความสุขกับชีวิตในทุกๆ วัน

หลัก Universal Design คืออะไร?

Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล คือแนวคิดการออกแบบบ้านและสิ่งแวดล้อมที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือคนที่ต้องใช้รถเข็น โดยเน้นให้ทุกคนสามารถใช้งานทุกพื้นที่ในบ้านร่วมกันได้สะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียมกัน ไม่ต้องมาคอยดัดแปลงหรือทำโซนแยกให้รู้สึกแตกต่าง

สิ่งสำคัญของการออกแบบสไตล์นี้คือความเรียบง่าย ปลอดภัย และยืดหยุ่น เช่น การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบ ไม่มีขั้นหรือธรณีประตูให้สะดุด ทำประตูให้กว้างขึ้น และวางตำแหน่งสิ่งของให้อยู่ในระยะที่หยิบจับง่ายโดยไม่ต้องออกแรงเกร็งหรือเขย่งตัว นอกจากจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้แล้ว ยังรองรับแนวคิด Aging in Place หรือการปักหลักอยู่อาศัยในบ้านหลังเดิมได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยจนถึงวัยชรา ไม่ต้องย้ายไปไหน

เมื่อเทียบกับบ้านทั่วไปที่มักเน้นความสวยงามตามสรีระคนวัยทำงานเป็นหลัก มีบันไดหลายขั้น ธรณีประตูกั้นห้อง หรือพื้นห้องน้ำสเต็ปต่างระดับ บ้านสไตล์ Universal Design จะตัดอุปสรรคนี้ออกไปทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยดีไซน์ที่ดูเนียนตา แต่ซ่อนฟังก์ชันความปลอดภัยไว้ในทุกตารางเมตร

 

การออกแบบห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ

การออกแบบห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ

ห้องนอนคือพื้นที่พักผ่อนที่ผู้สูงอายุใช้เวลาอยู่เยอะในแต่ละวัน การจัดวางฟังก์ชันและเฟอร์นิเจอร์ในห้องจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้การนอนหลับและการตื่นนอนในทุกๆ วันรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และสะดวกสบายต่อการใช้งาน

1. ตำแหน่งห้องนอนที่เหมาะสม

ควรจัดวางห้องนอนไว้ชั้นล่างสุดของบ้าน เพื่อให้เข้าออกง่ายและไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินขึ้นลงบันได บรรยากาศภายในห้องโปร่งโล่ง มีหน้าต่างที่เปิดรับแสงธรรมชาติและระบายอากาศได้ดี ที่สำคัญคือต้องอยู่ใกล้ห้องน้ำ หรือมีห้องน้ำในตัวเพื่อความสะดวกในการเดินเข้าใช้ในช่วงกลางคืน

2.ความสูงของเตียง

ความสูงของเตียงรวมฟูกควรอยู่ที่ประมาณ 40 - 50 เซนติเมตร หรือระดับประมาณข้อพับเข่า ซึ่งเป็นระยะที่เมื่อนั่งขอบเตียงแล้ว ท่อนขาจะตั้งฉาก 90 องศา และทาบเท้าลงบนพื้นได้พอดี ช่วยให้ผู้สูงอายุลุกขึ้นยืนหรือนั่งลงพักได้อย่างมั่นคงโดยไม่ปวดข้อเข่า และหลีกเลี่ยงเตียงที่เตี้ยหรือสูงจนเกินไป

3. พื้นที่เดินรอบเตียง

ควรเว้นระยะว่างรอบเตียงอย่างน้อย 90 - 120 เซนติเมตร เพื่อให้ผู้สูงอายุเดินสัญจรได้สะดวก ไม่ชนกับตู้หรือโต๊ะข้างเตียง และยังเป็นพื้นที่ที่กว้างพอสำหรับหมุนปรับทิศทางรถเข็น (Wheelchair) รวมถึงช่วยให้ผู้ดูแลเข้าไปพยุงตัวหรือเปลี่ยนผ้าปูเตียงได้ง่ายขึ้นด้วย

4. แสงสว่างและสวิตช์ไฟ

เน้นใช้แสงสว่างที่นุ่มนวล ไม่จ้าสะท้อนตา โดยติดตั้งสวิตช์ไฟแบบสองทางไว้ที่ทางเข้าห้องและข้างเตียงนอน เพื่อให้เปิด - ปิดไฟได้ทันทีโดยไม่ต้องลุกเดินงมในความมืด พร้อมเสริมด้วยไฟเซนเซอร์อัตโนมัติบริเวณระดับเท้าที่จะติดขึ้นเองเมื่อก้าวลงจากเตียง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในตอนกลางคืน 

5. ตู้เสื้อผ้าและพื้นที่จัดเก็บ

ตู้เสื้อผ้าควรเลือกใช้แบบบานเลื่อนที่เปิดง่าย ไม่ต้องออกแรงมาก และควรจัดวางราวแขวนเสื้อผ้าให้อยู่ในระดับสายตาถึงเอว (สูงประมาณ 80 - 120 เซนติเมตร) เพื่อให้หยิบจับของใช้ได้ง่าย หลีกเลี่ยงการทำชั้นเก็บของที่สูงเกินไปจนต้องเขย่ง หรือต่ำเกินไปจนต้องก้มตัวซึ่งอาจทำให้หน้ามืดได้

การออกแบบห้องน้ำผู้สูงอายุที่ปลอดภัย

ห้องน้ำเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุลื่นหกล้มในบ้านบ่อยมาก การใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่วัสดุพื้น ไปจนถึงการติดตั้งอุปกรณ์พยุงตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนห้องน้ำให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานที่ปลอดภัย สร้างความสบายใจให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้

1. พื้นกันลื่น 

เลือกใช้กระเบื้องที่มีค่าความหนืดผิวสัมผัส (ค่า R) ตั้งแต่ R10 ขึ้นไป เป็นระดับที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะได้ดีเมื่อพื้นเปียกน้ำ หรืออาจเลือกใช้วัสดุพื้นลามิเนตไวนิลสำหรับโซนแห้ง นอกจากนี้ ควรเลือกลายกระเบื้องที่มีร่องแผ่นถี่เล็กน้อยเพื่อช่วยระบายน้ำ และทำความสะอาดคราบสบู่เป็นประจำเพื่อไม่ให้พื้นลื่น

2. ราวจับ 

ติดตั้งราวจับสเตนเลสหรือวัสดุจับกระชับมือตรงจุดสำคัญ เช่น ข้างโถสุขภัณฑ์ และบริเวณโซนอาบน้ำ โดยแนะนำเป็นราวจับรูปตัว L หรือแบบพับเก็บได้ ติดตั้งไว้ที่ระดับความสูงประมาณ 65 - 75 เซนติเมตรจากพื้น ซึ่งเป็นระยะที่ท่อนแขนทอดรับได้พอดี เพื่อช่วยในเรื่องการพยุงตัวขณะลุก นั่ง หรือยืนอาบน้ำได้อย่างมั่นคง

3. โถสุขภัณฑ์ 

เลือกใช้โถสุขภัณฑ์แบบนั่งราบที่มีความสูงจากพื้นถึงระดับที่นั่งประมาณ 43 - 45 เซนติเมตร สูงกว่าระดับโถทั่วไปเล็กน้อย เพื่อให้หย่อนตัวลงนั่งและลุกยืนได้ง่ายขึ้นโดยไม่เกร็งข้อเข่า ส่วนระบบกดชำระน้ำควรเลือกใช้แบบคันสไลด์หรือปุ่มกดขนาดใหญ่ที่ใช้ออกแรงน้อยที่สุด เพื่อความสะดวกในการใช้งานของคนทุกวัย

4. พื้นที่อาบน้ำแบบไม่มีธรณี 

ปรับระดับพื้นห้องน้ำให้ราบเรียบเป็นระดับเดียวกันทั้งหมด โดยใช้วิธีทำความลาดเอียงเพื่อดึงน้ำลงสู่ท่อระบายแทนการทำธรณีกั้นโซนเปียก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการสะดุดก้าวข้ามแล้ว ยังช่วยให้รถเข็นสามารถเข็นเข้าพื้นที่อาบน้ำได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

5. ระบบแสงสว่าง 

จัดวางตำแหน่งหลอดไฟให้มีความสว่างสม่ำเสมอทั่วทั้งห้อง หลีกเลี่ยงการปล่อยให้เกิดมุมมืดหรือมุมอับสายตา เลือกใช้แสงไฟโทนสว่างนุ่มนวลแบบ Daylight ที่ช่วยให้มองเห็นคราบน้ำหรือสิ่งกีดขวางได้ชัดเจน พร้อมเลือกใช้สวิตช์ไฟขนาดใหญ่ที่กดง่าย หรือติดตั้งเซนเซอร์เปิด - ปิดไฟอัตโนมัติเมื่อเดินเข้าห้องน้ำ 

 

การออกแบบทางเดิน บันได และพื้นที่ภายนอก

การออกแบบทางเดิน บันได และพื้นที่ภายนอก

พื้นที่เชื่อมต่อและการสัญจรรอบตัวบ้านคือเส้นทางในชีวิตประจำวันที่ช่วยให้ผู้สูงอายุได้เคลื่อนไหวและทำกิจกรรมได้อย่างผ่อนคลาย การวางผังทางเดิน การทำทางลาด และการจัดแสงสว่างที่เหมาะสม จึงช่วยลดอุปสรรคและเพิ่มความปลอดภัยในทุกการก้าวเดิน

1. ทางเดินภายในบ้าน 

ควรกำหนดความกว้างของทางเดินหลักไว้อย่างน้อย 120 - 150 เซนติเมตร เพื่อให้เดินสวนกันได้สบาย และกว้างพอสำหรับการใช้รถเข็น พื้นผิวทางเดินต้องเรียบสม่ำเสมอในระดับเดียวกันทั้งหมด ไม่มีธรณีประตูกั้นสเต็ป หลีกเลี่ยงการวางพรมที่ไม่มีแถบยึดเกาะแน่นหนา และจัดเก็บสายไฟหรือของตกแต่งไม่ให้ขวางทิศทางการเดิน

2. ทางลาดแทนบันได 

หากตัวบ้านมีความต่างระดับ ควรทำทางลาดที่มีความชันไม่เกิน 1:12 (เช่น สเต็ปสูง 1 เมตร ต้องทำทางลาดยาว 12 เมตร) โดยมีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร มีขอบกั้นยกสูงด้านข้างกันล้อรถเข็นตก พร้อมเว้นชานพักกว้างพอสำหรับการหมุนกลับรถเข็นบริเวณจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดทางลาด

 

การวางผังบ้านโดยลดการใช้บันไดถือเป็นสิ่งสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งการเลือกสร้างแบบบ้านชั้นเดียวจะช่วยให้การสัญจรของผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้รถเข็นสามารถเชื่อมต่อทุกโซนภายในบ้านได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และไร้สิ่งกีดขวาง

3. ราวจับ 

ติดตั้งราวจับตลอดแนวทางเดินยาว ทางลาด และบันได โดยกำหนดความสูงจากพื้นประมาณ 80 - 90 เซนติเมตร เลือกใช้ราวจับทรงกลมมนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 - 4.5 เซนติเมตรเพื่อให้กำจับได้กระชับมือ และออกแบบให้ส่วนปลายของราวจับโค้งมนเข้าหาผนัง เพื่อป้องกันขอบมุมเกี่ยวเสื้อผ้าขณะก้าวเดิน

4. พื้นภายนอกบ้าน 

เลือกใช้วัสดุที่ไม่ลื่นแม้ในเวลาเปียกฝน เช่น คอนกรีตพิมพ์ลาย บล็อกปูพื้นผิวหยาบ หรือไม้สังเคราะห์สำหรับภายนอก หลีกเลี่ยงการใช้หินกรวดหลุดล่อนหรือการวางแผ่นหินปูนสวนห่างกันเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้สูงอายุลงน้ำหนักเท้าไม่มั่นคง ก้าวพลาด และสะดุดลื่นล้มได้ง่าย 

5. แสงสว่างรอบบ้าน 

แสงสว่างภายนอกบ้านต้องเพียงพอและครอบคลุมทุกจุดสัญจร โดยเฉพาะบริเวณทางเดิน สวน ทางลาด และประตูทางเข้าบ้าน ควรติดตั้งไฟกิ่งข้างผนัง หรือไฟปักสนามตลอดแนวทางเดิน เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุเห็นสภาพพื้นผิวและระดับพื้นที่แตกต่างกันในช่วงค่ำคืนได้ชัดเจน

 

วัสดุที่เหมาะกับบ้านผู้สูงอายุ

การเลือกสเป็กวัสดุมีผลต่อความปลอดภัยและสรีระของผู้สูงอายุในบ้าน การคัดสรรวัสดุที่ให้สัมผัสสบาย ดูแลรักษาง่าย และป้องกันอุบัติเหตุได้ดี คือหัวใจของการสร้างพื้นที่พักผ่อนที่ทั้งสวยงาม น่าอยู่ และพร้อมปกป้องทุกคนในครอบครัวไปพร้อมกัน มาดูว่าเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์เสริมในบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมีอะไรบ้าง!

พื้นกันลื่น 

ควรเลือกรุ่นที่มีความนุ่มยืดหยุ่นเพื่อช่วยซับแรงกระแทก เช่น พื้นไม้ไวนิล SPC หรือพื้นยาง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหากลื่นล้มแล้ว ยังช่วยลดแรงกดทับบริเวณข้อเท้าและข้อเข่าขณะก้าวเดิน ทำให้เดินสบาย ไม่ปวดเมื่อยขาอีกด้วย

วัสดุผิวสัมผัสที่ปลอดภัย 

หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ หรือตกแต่งผนังที่มีขอบมุมแหลมคม โดยเลือกใช้ดีไซน์โค้งมน 

หรือติดยางกันกระแทกตามขอบโต๊ะ ผนังห้องควรเลือกใช้วัสดุที่มีผิวสัมผัสเรียบเนียน ไม่ขรุขระบาดผิวเมื่อเดินเฉียด และควรเป็นวัสดุที่เช็ดทำความสะอาดคราบสกปรกออกได้ง่าย

ประตูและมือจับ 

เลือกใช้ประตูบานเลื่อนที่เปิด - ปิดง่าย กว้างอย่างน้อย 90 เซนติเมตร เพื่อให้รถเข็นเข้าออกได้สะดวก สำหรับมือจับประตูควรเปลี่ยนจากลูกบิดกลมมาเป็นแบบก้านพุช (Lever Handle) หรือมือจับแบบฝัง เพื่อให้ใช้น้ำหนักฝ่ามือ หรือข้อศอกดันเปิดได้ทันทีโดยไม่ต้องออกแรงบิดข้อมือ

สีและวัสดุที่ช่วยมองเห็นง่าย 

ใช้หลักการเปรียบเทียบโทนสีระหว่างพื้น ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ เช่น เลือกใช้พื้นสีเข้มตัดกับผนังสีอ่อน หรือใช้วงกบประตูสีตัดกับผนัง เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องสายตาสามารถกะระยะ มองเห็นขอบเขตของพื้นที่ และเห็นระดับชั้นเฟอร์นิเจอร์ได้ชัดเจนขึ้น

 

ข้อควรระวังก่อนออกแบบบ้านผู้สูงอายุ ที่หลายบ้านมองข้าม

 

ข้อควรระวังก่อนออกแบบบ้านผู้สูงอายุ ที่หลายบ้านมองข้าม

  • พื้นต่างระดับแม้เพียงนิดเดียว สเต็ปพื้นกั้นห้องเล็กๆ หรือธรณีประตูที่ดูเหมือนไม่มีอะไร มักเป็นตัวการที่ทำให้ผู้สูงอายุสะดุดล้มได้ง่าย ควรปรับให้เป็นพื้นระดับเดียวกันทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย
  • พรมแต่งบ้านและสายไฟรกรุงรัง พรมสวยๆ ที่ไม่มีผืนยางยึดเกาะแน่นหนา หรือสายไฟที่ลากพาดผ่านทางเดิน เป็นเหมือนกับดักที่พร้อมจะทำให้ก้าวพลาดและลื่นล้มได้ทุกเมื่อ
  • เฟอร์นิเจอร์มุมแหลมคม ขอบโต๊ะ ตู้ หรือเก้าอี้ที่มีเหลี่ยมคมและวางขวางทางสัญจร อาจทำให้เกิดบาดแผลหรือบาดเจ็บรุนแรงได้ หากเกิดเหตุไม่คาดคิดอย่างการเซหรือเสียการทรงตัวไปชน
  • แสงสว่างไม่เพียงพอตามมุมอับ การใช้ไฟสว่างน้อยเกินไป หรือปล่อยให้ทางเดิน โถงบันได และมุมห้องเกิดเงาทึบ จะทำให้การมองเห็นและกะระยะผิดพลาด ซึ่งเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้
  • ละเลยการติดราวจับในห้องน้ำ หลายบ้านมักคิดว่าผู้สูงอายุยังแข็งแรงดีจึงยังไม่ติดตั้งราวจับ แต่ในความเป็นจริง อาการหน้ามืดหรือเสียการทรงตัวเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีจุดยึดเกาะเตรียมไว้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

สรุป

ออกแบบบ้านผู้สูงอายุให้อยู่สบายตามหลัก Universal Design คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และรองรับการใช้งานของทุกคนในครอบครัวอย่างเท่าเทียม การใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่การวางผังห้องนอน ทำพื้นราบเรียบ เลือกวัสดุกันลื่น ไปจนถึงจัดแสงสว่างที่เพียงพอ ช่วยลดอุบัติเหตุร้ายแรง ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการรีโนเวตในอนาคต ทำให้บ้านกลายเป็นพื้นที่พักผ่อนที่เติมเต็มคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

 

ถ้ากำลังหาบริษัทรับออกแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ แนะนำบริษัทรับสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์สูงในประเทศไทย Tanda Design Studio บริษัทรับออกแบบบ้านกรุงเทพ พร้อมดูแลบ้านในฝันของคุณด้วยบริการออกแบบสถาปัตยกรรม ออกแบบตกแต่งภายใน (Interior Design) และรีโนเวตบ้านครบวงจร เราเชี่ยวชาญการสร้างสรรค์พื้นที่พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ด้วยผลงานการออกแบบบ้านพักอาศัยแมากมาย 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

บ้านชั้นเดียวเหมาะกับผู้สูงอายุไหม?

เหมาะมาก เพราะการอยู่อาศัยในบ้านชั้นเดียวช่วยตัดปัญหาเรื่องการก้าวขึ้นลงบันได ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปวดข้อเข่าและเกิดอุบัติเหตุตกบันได ทุกพื้นที่สัญจรถูกเชื่อมต่อกันบนราบระดับเดียวกัน ทำให้เคลื่อนตัวได้สะดวก เข้าถึงทุกห้องง่าย ให้สมาชิกในครอบครัวดูแลได้อย่างใกล้ชิด

ห้องนอนผู้สูงอายุควรอยู่ชั้นไหน? 

ควรอยู่ชั้นล่างสุดของบ้านเสมอ เพื่อเลี่ยงการขึ้นลงบันไดที่ต้องออกแรงเกร็งขาและเสี่ยงต่อเสียการทรงตัว โดยตำแหน่งห้องนอนชั้นล่างควรจัดให้อยู่ในโซนที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดส่องถึง ไม่อับชื้น และตั้งอยู่ใกล้ห้องน้ำหรือมีห้องน้ำในตัว เพื่อความปลอดภัยในการลุกเดินเข้าใช้งานยามค่ำคืน

บ้านผู้สูงอายุควรมีบันไดไหม? 

หากเลือกได้ควรรีบเลี่ยงใช้บันได แต่ถ้าเป็นบ้านหลายชั้นที่จำเป็นต้องมีบันได ควรออกแบบให้ก้าวขึ้นลงได้ปลอดภัย เช่น ทำลูกกรงและราวจับทั้งสองฝั่ง บันไดต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร มีระยะลูกกรวดที่กว้างและก้าวสบาย พื้นไม่ลื่น และมีชานพักบันไดทุกๆ 8 - 10 ขั้นเพื่อให้นั่งหรือยืนพักเหนื่อยได้

ควรปรับปรุงบ้านเดิมสำหรับผู้สูงอายุอย่างไร? 

เริ่มจากการเก็บจุดเสี่ยงสำคัญในชีวิตประจำวันก่อน เช่น การรื้อธรณีประตูกั้นห้อง ทำพื้นห้องน้ำให้ราบเรียบ ติดตั้งราวจับข้างโถสุขภัณฑ์และโซนอาบน้ำ เปลี่ยนมือจับประตูเป็นแบบก้านพุช ปรับเพิ่มแสงสว่างตามทางเดิน และย้ายห้องนอนของท่านมาไว้ที่ชั้นล่างเพื่อความสะดวกสบายโดยไม่ต้องทุบทำใหม่ทั้งหลัง

การออกแบบบ้านผู้สูงอายุ ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงไหม? 

ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริง เพราะอุบัติเหตุส่วนใหญ่ในบ้านของผู้สูงอายุมักเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ซัปพอร์ตสรีระ การนำหลักการออกแบบที่ปลอดภัยมาใช้ ทั้งการใช้วัสดุพื้นกันลื่น การทำพื้นที่ไร้สเต็ป และมีราวจับยึดเกาะ จะช่วยขจัดอุปสรรคและป้องกันสาเหตุหลักของการลื่นหกล้มได้ตรงจุด

 

บล็อกที่เกี่ยวข้อง