
2026-06-30
แบบบ้านยกพื้นสูง เสน่ห์งานดีไซน์วิถีไทย ไลฟ์สไตลโปร่งสบายยั่งยืน
ภูมิปัญญาการสร้างที่อยู่อาศัยของไทยถูกส่งต่อและพัฒนามาไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้อยู่กับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นได้ การเลือกดีไซน์บ้านจึงต้องผสมผสานประโยชน์ทั้งเรื่องค…
อ่านเพิ่ม →

คิดว่าพื้นที่รูปแบบไหนในบ้านที่ทำให้ทุกคนอยากมาใช้เวลาร่วมกันมากที่สุด? ท่ามกลางยุคสมัยที่แต่ละคนต่างมีโลกส่วนตัวในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ จุดศูนย์รวมของบ้านจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะ Common Space คือพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ผสานฟังก์ชันการใช้งานและการพักผ่อน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และไลฟ์สไตล์ที่ดี
บทความนี้จะพาไปดูแนวคิดการออกแบบ เทคนิคการจัดพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์เปิดรับธรรมชาติ และการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบกัน!
Summary
Common Space คือพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ผสานฟังก์ชันการใช้งานและการพักผ่อน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และไลฟ์สไตล์ที่ดี ขอบเขตของพื้นที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้องนั่งเล่นในบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโถงพักผ่อนในคอนโด สวนหย่อมของหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งมุมกาแฟในออฟฟิศที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้มานั่งพูดคุยสังสรรค์กัน
ความแตกต่างเมื่อเทียบกับพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องนอนหรือห้องทำงาน คือการเข้าถึงและความเป็นส่วนตัว โดยพื้นที่ส่วนตัวจะถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมเฉพาะและเน้นความเงียบสงบ ในขณะที่พื้นที่ส่วนกลางจะเน้นความยืดหยุ่น เปิดโล่ง และเอื้อต่อการทำกิจกรรมที่หลากหลายร่วมกันของสมาชิกทุกคนในครอบครัวหรือองค์กร

ในยุคสังคมก้มหน้าที่ทุกคนต่างใช้ชีวิตของใครของมัน การมีพื้นที่ร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงทุกคนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ลองมาดูกันว่าพื้นที่ส่วนกลางที่มีการออกแบบที่ดีนั้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและสภาพจิตใจของเราอย่างไรบ้าง
การมีพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้งานสบายจะช่วยกระตุ้นให้ได้เจอหน้า พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกันโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะนั่งทานมื้อค่ำพร้อมหน้า หรือนั่งดูซีรีส์เรื่องโปรดในวันหยุด ประโยชน์ของ Common Space ในที่อยู่อาศัยจึงทำหน้าที่เหมือนกาวใจที่ช่วยทลายกำแพงความเงียบ ลดความห่างเหิน และช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในบ้านหรือเพื่อนร่วมงานให้แน่นแฟ้นขึ้น
พื้นที่ส่วนกลางที่เปิดรับแสงธรรมชาติ อากาศถ่ายเท และมีพื้นที่สีเขียว จะช่วยลดความเครียดจากการทำงานหรือการเรียนได้ดี การได้เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องอุดอู้มานั่งหย่อนใจบนโซฟากว้างๆ หรือเดินรับลมนอกชาน ถือเป็นการชาร์จพลังกายและพักผ่อนสมอง ส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาวะทางใจให้พร้อมรับวันใหม่ได้อย่างสมดุล
การสร้างพื้นที่ส่วนกลางให้มีคนอยากมาใช้งานจริง จะจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สวยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยวิธีคิดที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระบบ มาดูกันว่า 3 แนวคิดการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง
วางเลย์เอาต์ที่เปิดโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดิน และเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนอื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การเชื่อมห้องนั่งเล่นเข้ากับส่วนรับประทานอาหาร ช่วยให้สมาชิกทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงและใช้งานพื้นที่ได้ปลอดภัย สะดวกสบาย และรู้สึกเป็นที่ต้อนรับอยู่เสมอ
เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เคลื่อนย้ายง่าย ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ หรือเฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชัน เช่น โซฟาโมดูลาร์ที่แยกชิ้นได้ หรือโต๊ะพับขยายขนาดได้ สิ่งนี้สำคัญมากเพราะในหนึ่งวัน พื้นที่ส่วนกลางต้องรองรับกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่เป็นมุมนั่งทำงานตอนเช้า มุมทำการบ้านของเด็กๆ ตอนบ่าย ไปจนถึงพื้นที่ปาร์ตี้ของครอบครัวในตอนเย็น
ออกแบบช่องแสง หน้าต่างบานใหญ่ หรือประตูกระจกใสที่เปิดรับแสงแดดอุ่นๆ และสายลมจากข้างนอก รวมถึงการดึงองค์ประกอบธรรมชาติอย่างต้นไม้ หิน หรือน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห้อง หลักการนี้ช่วยลดความอึดอัด พรางตาให้ห้องดูกว้างขึ้น และสร้างความรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายเหมือนได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยแนวราบที่มีพื้นที่กว้างขวาง หรือคอนโดในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ต่างก็มีสไตล์และไอเดียที่น่าสนใจต่างกันออกไป ลองมาดูตัวอย่างการจัดพื้นที่ทั้งสองรูปแบบกัน
ออกแบบในลักษณะ Open Plan ที่ทลายผนังกั้นระหว่างห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และส่วนเตรียมอาหาร (Pantry) ให้เชื่อมโยงเป็นผืนเดียวกัน รวมถึงทำชานบ้านกึ่งเอาต์ดอร์ที่เปิดรับสวนสีเขียวข้างนอก ดีไซน์นี้สร้างศูนย์กลางของครอบครัว ทำให้สมาชิกสามารถทำกิจกรรมของตัวเอง เช่น คุณแม่ทำอาหาร คุณพ่อนั่งอ่านหนังสือ และลูกๆ นั่งเล่นของเล่น โดยยังมองเห็น พูดคุย และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้ตลอดเวลา
ถูกออกแบบมาในสไตล์ Multi-functional Space ที่เน้นความยืดหยุ่นและใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้ง เช่น การทำ Co-working Space ที่ปรับเป็นห้องประชุมได้ สวนลอยฟ้า (Sky Facility) หรือเลาจน์ส่วนกลางที่แยกมุมนั่งเล่นส่วนตัวและมุมสังสรรค์ออกจากกันอย่างลงตัว ข้อดีของการมีพื้นที่ส่วนกลางในคอนโดสำคัญมากสำหรับคนเมือง เพราะช่วยทลายความอึดอัดของห้องพักขนาดเล็ก ขยายขอบเขตการใช้ชีวิตให้สะดวกสบายขึ้น และสร้างคอมมูนิตี้ให้ผู้อยู่อาศัยได้มาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน
เพราะความคิดสร้างสรรค์และโอกาสทางธุรกิจมักเกิดขึ้นนอกโต๊ะทำงาน การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางในที่ทำงานและแหล่งไลฟ์สไตล์ยุคนี้ จึงเปลี่ยนจากห้องสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ มาสู่พื้นที่เปิดกว้าง เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจและดึงดูดให้คนอยากเข้ามาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น
ออกแบบในลักษณะ Town Hall หรือมุมสตูลบาร์เปิดโล่ง มีโซนที่นั่งแบบคาเฟ่ (Hot-desking) และบาร์เครื่องดื่มที่สมาชิกสามารถเดินมาเจอกันได้ง่ายๆ การจัดพื้นที่แบบนี้ช่วยทลายความตึงเครียดและลำดับขั้นในที่ทำงาน กระตุ้นให้เกิดบทสนทนาแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งมักนำไปสู่การระดมสมองและไอเดียสดใหม่ในการพัฒนาองค์กร
ออกแบบโดยใช้โต๊ะยาวขนาดใหญ่ (Communal Table) การจัดที่นั่งไล่ระดับ (Staircase Seating) หรือการมีลานกึ่งเอาต์ดอร์ที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติและร้านค้า การดีไซน์รูปแบบนี้เปลี่ยนสถานที่ซื้อขายสินค้าธรรมดา ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ผู้คนสามารถมานั่งทำงาน พักผ่อน หรือเสพงานศิลปะ ช่วยให้ทุกคนอยากใช้ชีวิตตรงนี้นานๆ และสร้างความผูกพันต่อแบรนด์ในระยะยาว

เลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน มีกระบวนการผลิตแบบหมุนเวียน เช่น ไม้ที่ได้รับการรับรองจากแหล่งปลูกทดแทน โลหะรีไซเคิล และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์จากเส้นใยธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมีตกค้าง เพื่อสร้างพื้นที่ร่วมกันที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในระยะยาว
การฝังจุดชาร์จไร้สาย (Wireless Charger) ลงบนพื้นผิวโต๊ะส่วนกลาง การติดตั้งระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับเปลี่ยนความสว่างตามนาฬิกาชีวิตมนุษย์ รวมถึงการใช้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศและการหมุนเวียนของออกซิเจนในโซนที่มีคนใช้งานหนาแน่น
ยกระดับจากการวางต้นไม้กระถางไปสู่การรวมธรรมชาติเข้าเป็นโครงสร้างหลักของพื้นที่ เช่น การทำผนังมอสสดช่วยซับเสียง ดึงแสงธรรมชาติผ่านช่องแสงหลังคา และเลือกใช้วัสดุผิวสัมผัสธรรมชาติอย่างหินแท้ ดินดินเผา หรือไม้ตอ เพื่อลดความเครียดและสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย
เปลี่ยนจากพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่ไม่มีขอบเขต มาจัดสรรมุมหลบสายตาขนาดเล็กควบคู่กับการใช้วัสดุซับเสียง เช่น แผงอะคูสติกใยผ้าหรือระแนงไม้ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนั่งทำงานส่วนตัวและสังสรรค์ร่วมกันได้ในพื้นที่เดียวกันโดยไม่รบกวนกัน

พื้นที่ส่วนกลางหรือ Common Space คือส่วนสำคัญของการอยู่อาศัยและการทำงานในยุคปัจจุบัน ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์รวมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านการจัดพื้นที่ลื่นไหลและผสานฟังก์ชันการพักผ่อนอย่างลงตัว เน้นความยืดหยุ่นของพื้นที่ เปิดรับแสงธรรมชาติ และเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพตามเทรนด์รักโลกและนวัตกรรมอัจฉริยะ ซึ่งการผสมผสานโครงสร้างอาคารโดยสถาปนิกและการจัดเลย์เอาต์เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมมนุษย์โดยอินทีเรียดีไซน์เนอร์ จะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันอย่างยั่งยืน
Tanda Design Studio รับออกแบบ Common Space ครบวงจรสำหรับโครงการบ้าน การตกแต่งคอนโดขนาดเล็ก คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ โรงแรม รีสอร์ต รวมถึงอาคารสำนักงานยุคใหม่ โดยทีมสถาปนิกและอินทีเรียดีไซเนอร์มืออาชีพที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การวางแนวคิด ออกแบบภายใน จัดสรรสเปซ คัดเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการควบคุมงานตกแต่งจริง
ควรใช้แสงอุ่น Warm White (2700K - 3000K) ผสม Cool White (4000K) แสง Warm White จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย เหมาะกับการพักผ่อนร่วมกัน ส่วนมุมทำกิจกรรมอย่างโต๊ะอาหารหรือโต๊ะทำงาน แนะนำให้เสริมไฟเฉพาะจุดเป็นแสง Cool White ช่วยให้สบายตาและมองเห็นชัดขึ้น
ต่างกันที่เป้าหมายหลักในการใช้งานและไลฟ์สไตล์ โดย Co-working space จะเป็นพื้นที่แชร์ร่วมกันเพื่อเน้นการทำงาน การระดมสมอง และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ส่วน Co-living space จะเน้นไปที่การพักอาศัยและการใช้ชีวิตร่วมกันเสมือนบ้าน มีส่วนกลางอย่างห้องครัวหรือห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ให้ผู้พักอาศัยได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
ข้อเสียหลักคือเรื่องการควบคุมเสียง กลิ่นรบกวน และความเป็นส่วนตัว เนื่องจากไม่มีผนังกั้น เสียงจากการดูทีวีหรือกลิ่นจากการทำครัวจึงสามารถส่งผ่านกระจายไปทั่วได้ง่าย อีกทั้งการเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ยังทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นตามไปด้วย
ขึ้นอยู่กับรูปแบบการอยู่อาศัยและความต้องการ เฟอร์นิเจอร์ Modular จะคุ้มค่าในแง่ของความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้บ่อย และสามารถถอดประกอบย้ายไปบ้านใหม่ได้ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ Built-in จะคุ้มค่าในระยะยาวสำหรับคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ เพราะออกแบบตัดเข้ามุมพอดี แข็งแรงทนทาน และเก็บของได้จุใจกว่า
ควรเลือกใช้โทนสีอ่อนและสีธรรมชาติ เช่น สีขาวออฟไวท์ สีครีม สีเบจ หรือสีเทาอ่อน เพราะสีกลุ่มนี้จะช่วยสะท้อนแสงธรรมชาติได้ดี ทำให้พื้นที่ส่วนรวมดูโปร่งกว้าง สบายตา ไม่รู้สึกอึดอัด และยังเปิดโอกาสให้แมตช์เข้ากับเฟอร์นิเจอร์สไตล์ต่างๆ ได้ง่ายด้วย
หากเจาะลึกในแง่ของธุรกิจและการอยู่อาศัย พื้นที่ส่วนนี้หมายถึงพื้นที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เจ้าของร่วมทุกคนมีสิทธิ์ใช้งานร่วมกัน โดยมูลค่าและการออกแบบพื้นที่ตรงนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อและเพิ่มมูลค่าให้โครงการในระยะยาว

2026-06-30
ภูมิปัญญาการสร้างที่อยู่อาศัยของไทยถูกส่งต่อและพัฒนามาไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้อยู่กับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นได้ การเลือกดีไซน์บ้านจึงต้องผสมผสานประโยชน์ทั้งเรื่องค…
อ่านเพิ่ม →

2026-06-30
พื้นที่ดินขนาด 100 ตารางวา ถือเป็นขนาดที่ดินในฝันของใครหลายคน เพราะกว้างขวางพอที่จะสร้างบ้านในจินตนาการให้กลายเป็นจริงได้อย่างไร้ข้อจำกัด การออกแบบจึงเป็นการจัด…
อ่านเพิ่ม →

2026-06-30
การ รีโนเวทตึกแถว รีโนเวทบ้าน หรือขยายพื้นที่บ้านเพื่อรองรับสมาชิกเพิ่มขึ้น มักเป็นไอเดียแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการอยู่อาศัย แต่เบื้องหล…
อ่านเพิ่ม →

2026-06-30
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบ้านบางหลังจึงให้ความรู้สึกผ่อนคลายทันทีที่ก้าวเข้าไป เบื้องหลังความลงตัวนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นพลังของงานอินทีเรีย คือการออกแบบตกแต่ง…
อ่านเพิ่ม →

2026-06-03
การเริ่มต้นสร้างบ้านสักหลังคือการเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นพื้นที่ที่จับต้องได้ แต่ก่อนจะลงเสาเข็มมีเช็กลิสต์สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อป้องกันปัญหาชวนปวดหัวใน…
อ่านเพิ่ม →

2026-06-03
บ้านชั้นเดียวกลายเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ สำหรับคนที่ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยที่ผ่อนคลาย ปลอดภัย และเชื่อมต่อทุกฟังก์ชันการใช้งานไว้ในระดับเดียวกันอย่างลงตัว บทควา…
อ่านเพิ่ม →

คิดว่าพื้นที่รูปแบบไหนในบ้านที่ทำให้ทุกคนอยากมาใช้เวลาร่วมกันมากที่สุด? ท่ามกลางยุคสมัยที่แต่ละคนต่างมีโลกส่วนตัวในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ จุดศูนย์รวมของบ้านจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะ Common Space คือพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ผสานฟังก์ชันการใช้งานและการพักผ่อน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และไลฟ์สไตล์ที่ดี
บทความนี้จะพาไปดูแนวคิดการออกแบบ เทคนิคการจัดพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์เปิดรับธรรมชาติ และการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบกัน!
Summary
Common Space คือพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ผสานฟังก์ชันการใช้งานและการพักผ่อน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และไลฟ์สไตล์ที่ดี ขอบเขตของพื้นที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้องนั่งเล่นในบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโถงพักผ่อนในคอนโด สวนหย่อมของหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งมุมกาแฟในออฟฟิศที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้มานั่งพูดคุยสังสรรค์กัน
ความแตกต่างเมื่อเทียบกับพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องนอนหรือห้องทำงาน คือการเข้าถึงและความเป็นส่วนตัว โดยพื้นที่ส่วนตัวจะถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมเฉพาะและเน้นความเงียบสงบ ในขณะที่พื้นที่ส่วนกลางจะเน้นความยืดหยุ่น เปิดโล่ง และเอื้อต่อการทำกิจกรรมที่หลากหลายร่วมกันของสมาชิกทุกคนในครอบครัวหรือองค์กร

ในยุคสังคมก้มหน้าที่ทุกคนต่างใช้ชีวิตของใครของมัน การมีพื้นที่ร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงทุกคนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ลองมาดูกันว่าพื้นที่ส่วนกลางที่มีการออกแบบที่ดีนั้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและสภาพจิตใจของเราอย่างไรบ้าง
การมีพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้งานสบายจะช่วยกระตุ้นให้ได้เจอหน้า พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกันโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะนั่งทานมื้อค่ำพร้อมหน้า หรือนั่งดูซีรีส์เรื่องโปรดในวันหยุด ประโยชน์ของ Common Space ในที่อยู่อาศัยจึงทำหน้าที่เหมือนกาวใจที่ช่วยทลายกำแพงความเงียบ ลดความห่างเหิน และช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในบ้านหรือเพื่อนร่วมงานให้แน่นแฟ้นขึ้น
พื้นที่ส่วนกลางที่เปิดรับแสงธรรมชาติ อากาศถ่ายเท และมีพื้นที่สีเขียว จะช่วยลดความเครียดจากการทำงานหรือการเรียนได้ดี การได้เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องอุดอู้มานั่งหย่อนใจบนโซฟากว้างๆ หรือเดินรับลมนอกชาน ถือเป็นการชาร์จพลังกายและพักผ่อนสมอง ส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาวะทางใจให้พร้อมรับวันใหม่ได้อย่างสมดุล
การสร้างพื้นที่ส่วนกลางให้มีคนอยากมาใช้งานจริง จะจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สวยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยวิธีคิดที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระบบ มาดูกันว่า 3 แนวคิดการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง
วางเลย์เอาต์ที่เปิดโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดิน และเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนอื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การเชื่อมห้องนั่งเล่นเข้ากับส่วนรับประทานอาหาร ช่วยให้สมาชิกทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงและใช้งานพื้นที่ได้ปลอดภัย สะดวกสบาย และรู้สึกเป็นที่ต้อนรับอยู่เสมอ
เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เคลื่อนย้ายง่าย ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ หรือเฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชัน เช่น โซฟาโมดูลาร์ที่แยกชิ้นได้ หรือโต๊ะพับขยายขนาดได้ สิ่งนี้สำคัญมากเพราะในหนึ่งวัน พื้นที่ส่วนกลางต้องรองรับกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่เป็นมุมนั่งทำงานตอนเช้า มุมทำการบ้านของเด็กๆ ตอนบ่าย ไปจนถึงพื้นที่ปาร์ตี้ของครอบครัวในตอนเย็น
ออกแบบช่องแสง หน้าต่างบานใหญ่ หรือประตูกระจกใสที่เปิดรับแสงแดดอุ่นๆ และสายลมจากข้างนอก รวมถึงการดึงองค์ประกอบธรรมชาติอย่างต้นไม้ หิน หรือน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห้อง หลักการนี้ช่วยลดความอึดอัด พรางตาให้ห้องดูกว้างขึ้น และสร้างความรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายเหมือนได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยแนวราบที่มีพื้นที่กว้างขวาง หรือคอนโดในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ต่างก็มีสไตล์และไอเดียที่น่าสนใจต่างกันออกไป ลองมาดูตัวอย่างการจัดพื้นที่ทั้งสองรูปแบบกัน
ออกแบบในลักษณะ Open Plan ที่ทลายผนังกั้นระหว่างห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และส่วนเตรียมอาหาร (Pantry) ให้เชื่อมโยงเป็นผืนเดียวกัน รวมถึงทำชานบ้านกึ่งเอาต์ดอร์ที่เปิดรับสวนสีเขียวข้างนอก ดีไซน์นี้สร้างศูนย์กลางของครอบครัว ทำให้สมาชิกสามารถทำกิจกรรมของตัวเอง เช่น คุณแม่ทำอาหาร คุณพ่อนั่งอ่านหนังสือ และลูกๆ นั่งเล่นของเล่น โดยยังมองเห็น พูดคุย และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้ตลอดเวลา
ถูกออกแบบมาในสไตล์ Multi-functional Space ที่เน้นความยืดหยุ่นและใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้ง เช่น การทำ Co-working Space ที่ปรับเป็นห้องประชุมได้ สวนลอยฟ้า (Sky Facility) หรือเลาจน์ส่วนกลางที่แยกมุมนั่งเล่นส่วนตัวและมุมสังสรรค์ออกจากกันอย่างลงตัว ข้อดีของการมีพื้นที่ส่วนกลางในคอนโดสำคัญมากสำหรับคนเมือง เพราะช่วยทลายความอึดอัดของห้องพักขนาดเล็ก ขยายขอบเขตการใช้ชีวิตให้สะดวกสบายขึ้น และสร้างคอมมูนิตี้ให้ผู้อยู่อาศัยได้มาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน
เพราะความคิดสร้างสรรค์และโอกาสทางธุรกิจมักเกิดขึ้นนอกโต๊ะทำงาน การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางในที่ทำงานและแหล่งไลฟ์สไตล์ยุคนี้ จึงเปลี่ยนจากห้องสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ มาสู่พื้นที่เปิดกว้าง เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจและดึงดูดให้คนอยากเข้ามาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น
ออกแบบในลักษณะ Town Hall หรือมุมสตูลบาร์เปิดโล่ง มีโซนที่นั่งแบบคาเฟ่ (Hot-desking) และบาร์เครื่องดื่มที่สมาชิกสามารถเดินมาเจอกันได้ง่ายๆ การจัดพื้นที่แบบนี้ช่วยทลายความตึงเครียดและลำดับขั้นในที่ทำงาน กระตุ้นให้เกิดบทสนทนาแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งมักนำไปสู่การระดมสมองและไอเดียสดใหม่ในการพัฒนาองค์กร
ออกแบบโดยใช้โต๊ะยาวขนาดใหญ่ (Communal Table) การจัดที่นั่งไล่ระดับ (Staircase Seating) หรือการมีลานกึ่งเอาต์ดอร์ที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติและร้านค้า การดีไซน์รูปแบบนี้เปลี่ยนสถานที่ซื้อขายสินค้าธรรมดา ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ผู้คนสามารถมานั่งทำงาน พักผ่อน หรือเสพงานศิลปะ ช่วยให้ทุกคนอยากใช้ชีวิตตรงนี้นานๆ และสร้างความผูกพันต่อแบรนด์ในระยะยาว

เลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน มีกระบวนการผลิตแบบหมุนเวียน เช่น ไม้ที่ได้รับการรับรองจากแหล่งปลูกทดแทน โลหะรีไซเคิล และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์จากเส้นใยธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมีตกค้าง เพื่อสร้างพื้นที่ร่วมกันที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในระยะยาว
การฝังจุดชาร์จไร้สาย (Wireless Charger) ลงบนพื้นผิวโต๊ะส่วนกลาง การติดตั้งระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับเปลี่ยนความสว่างตามนาฬิกาชีวิตมนุษย์ รวมถึงการใช้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศและการหมุนเวียนของออกซิเจนในโซนที่มีคนใช้งานหนาแน่น
ยกระดับจากการวางต้นไม้กระถางไปสู่การรวมธรรมชาติเข้าเป็นโครงสร้างหลักของพื้นที่ เช่น การทำผนังมอสสดช่วยซับเสียง ดึงแสงธรรมชาติผ่านช่องแสงหลังคา และเลือกใช้วัสดุผิวสัมผัสธรรมชาติอย่างหินแท้ ดินดินเผา หรือไม้ตอ เพื่อลดความเครียดและสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย
เปลี่ยนจากพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่ไม่มีขอบเขต มาจัดสรรมุมหลบสายตาขนาดเล็กควบคู่กับการใช้วัสดุซับเสียง เช่น แผงอะคูสติกใยผ้าหรือระแนงไม้ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนั่งทำงานส่วนตัวและสังสรรค์ร่วมกันได้ในพื้นที่เดียวกันโดยไม่รบกวนกัน

พื้นที่ส่วนกลางหรือ Common Space คือส่วนสำคัญของการอยู่อาศัยและการทำงานในยุคปัจจุบัน ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์รวมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านการจัดพื้นที่ลื่นไหลและผสานฟังก์ชันการพักผ่อนอย่างลงตัว เน้นความยืดหยุ่นของพื้นที่ เปิดรับแสงธรรมชาติ และเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพตามเทรนด์รักโลกและนวัตกรรมอัจฉริยะ ซึ่งการผสมผสานโครงสร้างอาคารโดยสถาปนิกและการจัดเลย์เอาต์เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมมนุษย์โดยอินทีเรียดีไซน์เนอร์ จะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันอย่างยั่งยืน
Tanda Design Studio รับออกแบบ Common Space ครบวงจรสำหรับโครงการบ้าน การตกแต่งคอนโดขนาดเล็ก คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ โรงแรม รีสอร์ต รวมถึงอาคารสำนักงานยุคใหม่ โดยทีมสถาปนิกและอินทีเรียดีไซเนอร์มืออาชีพที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การวางแนวคิด ออกแบบภายใน จัดสรรสเปซ คัดเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการควบคุมงานตกแต่งจริง
ควรใช้แสงอุ่น Warm White (2700K - 3000K) ผสม Cool White (4000K) แสง Warm White จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย เหมาะกับการพักผ่อนร่วมกัน ส่วนมุมทำกิจกรรมอย่างโต๊ะอาหารหรือโต๊ะทำงาน แนะนำให้เสริมไฟเฉพาะจุดเป็นแสง Cool White ช่วยให้สบายตาและมองเห็นชัดขึ้น
ต่างกันที่เป้าหมายหลักในการใช้งานและไลฟ์สไตล์ โดย Co-working space จะเป็นพื้นที่แชร์ร่วมกันเพื่อเน้นการทำงาน การระดมสมอง และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ส่วน Co-living space จะเน้นไปที่การพักอาศัยและการใช้ชีวิตร่วมกันเสมือนบ้าน มีส่วนกลางอย่างห้องครัวหรือห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ให้ผู้พักอาศัยได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
ข้อเสียหลักคือเรื่องการควบคุมเสียง กลิ่นรบกวน และความเป็นส่วนตัว เนื่องจากไม่มีผนังกั้น เสียงจากการดูทีวีหรือกลิ่นจากการทำครัวจึงสามารถส่งผ่านกระจายไปทั่วได้ง่าย อีกทั้งการเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ยังทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นตามไปด้วย
ขึ้นอยู่กับรูปแบบการอยู่อาศัยและความต้องการ เฟอร์นิเจอร์ Modular จะคุ้มค่าในแง่ของความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้บ่อย และสามารถถอดประกอบย้ายไปบ้านใหม่ได้ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ Built-in จะคุ้มค่าในระยะยาวสำหรับคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ เพราะออกแบบตัดเข้ามุมพอดี แข็งแรงทนทาน และเก็บของได้จุใจกว่า
ควรเลือกใช้โทนสีอ่อนและสีธรรมชาติ เช่น สีขาวออฟไวท์ สีครีม สีเบจ หรือสีเทาอ่อน เพราะสีกลุ่มนี้จะช่วยสะท้อนแสงธรรมชาติได้ดี ทำให้พื้นที่ส่วนรวมดูโปร่งกว้าง สบายตา ไม่รู้สึกอึดอัด และยังเปิดโอกาสให้แมตช์เข้ากับเฟอร์นิเจอร์สไตล์ต่างๆ ได้ง่ายด้วย
หากเจาะลึกในแง่ของธุรกิจและการอยู่อาศัย พื้นที่ส่วนนี้หมายถึงพื้นที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เจ้าของร่วมทุกคนมีสิทธิ์ใช้งานร่วมกัน โดยมูลค่าและการออกแบบพื้นที่ตรงนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อและเพิ่มมูลค่าให้โครงการในระยะยาว