Common Space คืออะไร? จัดสรรพื้นที่ส่วนกลางตอบโจทย์ทุกกิจกรรม
แชร์

คิดว่าพื้นที่รูปแบบไหนในบ้านที่ทำให้ทุกคนอยากมาใช้เวลาร่วมกันมากที่สุด? ท่ามกลางยุคสมัยที่แต่ละคนต่างมีโลกส่วนตัวในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ จุดศูนย์รวมของบ้านจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะ Common Space คือพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ผสานฟังก์ชันการใช้งานและการพักผ่อน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และไลฟ์สไตล์ที่ดี

บทความนี้จะพาไปดูแนวคิดการออกแบบ เทคนิคการจัดพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์เปิดรับธรรมชาติ และการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบกัน!

 

Summary

  • Common Space คือพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ผสานฟังก์ชันการใช้งานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาทำกิจกรรม พักผ่อน และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันในพื้นที่เดียว
  • ความสำคัญของพื้นที่ส่วนกลางคือ ทำหน้าที่เป็นกาวใจช่วยทลายกำแพงความเงียบและลดช่องว่างของแต่ละคน พร้อมทั้งช่วยยกระดับสุขภาวะที่ดีด้วยพื้นที่เปิดรับแสงธรรมชาติ อากาศถ่ายเท และพื้นที่สีเขียวเพื่อลดความเครียด
  • วิธีออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งานได้จริง เน้นการวางเลย์เอาต์ที่ลื่นไหลเข้าถึงง่าย จัดแบ่งโซนด้วยสายตาหรือเปลี่ยนวัสดุแทนการกั้นผนังทึบ และเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบโมดูลาร์ที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงรองรับกิจกรรมที่หลากหลายได้ตามใจชอบ

 

Common Space คืออะไร?

Common Space คือพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ผสานฟังก์ชันการใช้งานและการพักผ่อน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และไลฟ์สไตล์ที่ดี ขอบเขตของพื้นที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้องนั่งเล่นในบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโถงพักผ่อนในคอนโด สวนหย่อมของหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งมุมกาแฟในออฟฟิศที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้มานั่งพูดคุยสังสรรค์กัน
 

ความแตกต่างเมื่อเทียบกับพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องนอนหรือห้องทำงาน คือการเข้าถึงและความเป็นส่วนตัว โดยพื้นที่ส่วนตัวจะถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมเฉพาะและเน้นความเงียบสงบ ในขณะที่พื้นที่ส่วนกลางจะเน้นความยืดหยุ่น เปิดโล่ง และเอื้อต่อการทำกิจกรรมที่หลากหลายร่วมกันของสมาชิกทุกคนในครอบครัวหรือองค์กร

 

Common Space คืออะไร?

ความสำคัญของพื้นที่ส่วนกลางในยุคปัจจุบัน

ในยุคสังคมก้มหน้าที่ทุกคนต่างใช้ชีวิตของใครของมัน การมีพื้นที่ร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงทุกคนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ลองมาดูกันว่าพื้นที่ส่วนกลางที่มีการออกแบบที่ดีนั้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและสภาพจิตใจของเราอย่างไรบ้าง

ลดช่องว่างและสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน 

การมีพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้งานสบายจะช่วยกระตุ้นให้ได้เจอหน้า พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกันโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะนั่งทานมื้อค่ำพร้อมหน้า หรือนั่งดูซีรีส์เรื่องโปรดในวันหยุด ประโยชน์ของ Common Space ในที่อยู่อาศัยจึงทำหน้าที่เหมือนกาวใจที่ช่วยทลายกำแพงความเงียบ ลดความห่างเหิน และช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในบ้านหรือเพื่อนร่วมงานให้แน่นแฟ้นขึ้น

ยกระดับสุขภาวะที่ดีและการพักผ่อน 

พื้นที่ส่วนกลางที่เปิดรับแสงธรรมชาติ อากาศถ่ายเท และมีพื้นที่สีเขียว จะช่วยลดความเครียดจากการทำงานหรือการเรียนได้ดี การได้เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องอุดอู้มานั่งหย่อนใจบนโซฟากว้างๆ หรือเดินรับลมนอกชาน ถือเป็นการชาร์จพลังกายและพักผ่อนสมอง ส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาวะทางใจให้พร้อมรับวันใหม่ได้อย่างสมดุล

หลักการออกแบบ Common Space ที่ดี

การสร้างพื้นที่ส่วนกลางให้มีคนอยากมาใช้งานจริง จะจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สวยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยวิธีคิดที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระบบ มาดูกันว่า 3 แนวคิดการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง

1. ความลื่นไหลและเข้าถึงง่าย (Accessibility & Flow) 

วางเลย์เอาต์ที่เปิดโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดิน และเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนอื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การเชื่อมห้องนั่งเล่นเข้ากับส่วนรับประทานอาหาร ช่วยให้สมาชิกทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงและใช้งานพื้นที่ได้ปลอดภัย สะดวกสบาย และรู้สึกเป็นที่ต้อนรับอยู่เสมอ

2. ความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามใจ (Flexibility & Adaptability) 

เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เคลื่อนย้ายง่าย ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ หรือเฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชัน เช่น โซฟาโมดูลาร์ที่แยกชิ้นได้ หรือโต๊ะพับขยายขนาดได้ สิ่งนี้สำคัญมากเพราะในหนึ่งวัน พื้นที่ส่วนกลางต้องรองรับกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่เป็นมุมนั่งทำงานตอนเช้า มุมทำการบ้านของเด็กๆ ตอนบ่าย ไปจนถึงพื้นที่ปาร์ตี้ของครอบครัวในตอนเย็น

3. การดึงแสงธรรมชาติและทัศนียภาพเข้ามาใช้ (Natural Light & Biophilic) 

ออกแบบช่องแสง หน้าต่างบานใหญ่ หรือประตูกระจกใสที่เปิดรับแสงแดดอุ่นๆ และสายลมจากข้างนอก รวมถึงการดึงองค์ประกอบธรรมชาติอย่างต้นไม้ หิน หรือน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห้อง หลักการนี้ช่วยลดความอึดอัด พรางตาให้ห้องดูกว้างขึ้น และสร้างความรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายเหมือนได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

 

ตัวอย่าง Common Space ในบ้านและคอนโด

ตัวอย่าง Common Space ในบ้านและคอนโด

ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยแนวราบที่มีพื้นที่กว้างขวาง หรือคอนโดในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ต่างก็มีสไตล์และไอเดียที่น่าสนใจต่างกันออกไป ลองมาดูตัวอย่างการจัดพื้นที่ทั้งสองรูปแบบกัน

การจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางในโครงการบ้านเดี่ยว 

ออกแบบในลักษณะ Open Plan ที่ทลายผนังกั้นระหว่างห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และส่วนเตรียมอาหาร (Pantry) ให้เชื่อมโยงเป็นผืนเดียวกัน รวมถึงทำชานบ้านกึ่งเอาต์ดอร์ที่เปิดรับสวนสีเขียวข้างนอก ดีไซน์นี้สร้างศูนย์กลางของครอบครัว ทำให้สมาชิกสามารถทำกิจกรรมของตัวเอง เช่น คุณแม่ทำอาหาร คุณพ่อนั่งอ่านหนังสือ และลูกๆ นั่งเล่นของเล่น โดยยังมองเห็น พูดคุย และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้ตลอดเวลา

พื้นที่ส่วนกลางในคอนโดมิเนียมยุคใหม่ 

ถูกออกแบบมาในสไตล์ Multi-functional Space ที่เน้นความยืดหยุ่นและใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้ง เช่น การทำ Co-working Space ที่ปรับเป็นห้องประชุมได้ สวนลอยฟ้า (Sky Facility) หรือเลาจน์ส่วนกลางที่แยกมุมนั่งเล่นส่วนตัวและมุมสังสรรค์ออกจากกันอย่างลงตัว ข้อดีของการมีพื้นที่ส่วนกลางในคอนโดสำคัญมากสำหรับคนเมือง เพราะช่วยทลายความอึดอัดของห้องพักขนาดเล็ก ขยายขอบเขตการใช้ชีวิตให้สะดวกสบายขึ้น และสร้างคอมมูนิตี้ให้ผู้อยู่อาศัยได้มาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน

ตัวอย่าง Common Space ในออฟฟิศและพื้นที่เชิงพาณิชย์

เพราะความคิดสร้างสรรค์และโอกาสทางธุรกิจมักเกิดขึ้นนอกโต๊ะทำงาน การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางในที่ทำงานและแหล่งไลฟ์สไตล์ยุคนี้ จึงเปลี่ยนจากห้องสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ มาสู่พื้นที่เปิดกว้าง เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจและดึงดูดให้คนอยากเข้ามาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น

ออฟฟิศยุคใหม่ที่เน้นการแชร์ไอเดีย 

ออกแบบในลักษณะ Town Hall หรือมุมสตูลบาร์เปิดโล่ง มีโซนที่นั่งแบบคาเฟ่ (Hot-desking) และบาร์เครื่องดื่มที่สมาชิกสามารถเดินมาเจอกันได้ง่ายๆ การจัดพื้นที่แบบนี้ช่วยทลายความตึงเครียดและลำดับขั้นในที่ทำงาน กระตุ้นให้เกิดบทสนทนาแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งมักนำไปสู่การระดมสมองและไอเดียสดใหม่ในการพัฒนาองค์กร

พื้นที่เชิงพาณิชย์และคาเฟ่ ดึงดูดคนมาใช้เวลาร่วมกัน 

ออกแบบโดยใช้โต๊ะยาวขนาดใหญ่ (Communal Table) การจัดที่นั่งไล่ระดับ (Staircase Seating) หรือการมีลานกึ่งเอาต์ดอร์ที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติและร้านค้า การดีไซน์รูปแบบนี้เปลี่ยนสถานที่ซื้อขายสินค้าธรรมดา ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ผู้คนสามารถมานั่งทำงาน พักผ่อน หรือเสพงานศิลปะ ช่วยให้ทุกคนอยากใช้ชีวิตตรงนี้นานๆ และสร้างความผูกพันต่อแบรนด์ในระยะยาว

Common Space Architect มีบทบาทอย่างไร?

  • หน้าที่ของ Common Space Architect คือรับผิดชอบการวางผังโครงสร้างหลักและการเปิดพื้นที่ขนาดใหญ่ภายในอาคาร โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กึ่งสาธารณะเพื่อกำหนดลำดับการเข้าถึงให้สัญจรง่าย พร้อมคำนวณตำแหน่งเสา คาน และเพดานสูงให้โปร่งสบายและปลอดภัย
  • การทำงานร่วมกันเพื่อพื้นที่สมบูรณ์แบบ สถาปนิกจะทำหน้าที่กำหนดทิศทางแสง ลม และระยะขอบเขตอาคาร จากนั้นอินทีเรียดีไซเนอร์จะนำพฤติกรรมของผู้ใช้มาจัดวางเลย์เอาต์เฟอร์นิเจอร์ งานระบบ และโทนสีให้เข้ากัน ช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้พื้นที่ใช้งานได้มีประสิทธิภาพ

 

วิธีออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งานได้จริง

 

วิธีออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งานได้จริง

  1. การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบโมดูลาร์ สามารถแยกชิ้น ปรับเปลี่ยนรูปทรง หรือเคลื่อนย้ายได้ง่ายตามรูปแบบกิจกรรมที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน ช่วยให้พื้นที่ส่วนกลางมีความยืดหยุ่นและรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่แตกต่างกันได้ลงตัว
  2. การแบ่งโซนด้วยสายตาโดยไม่ใช้ผนังกั้น ใช้เทคนิคการเปลี่ยนโทนสีผนัง วัสดุปูพื้นต่างชนิด จัดแสงไฟเฉพาะจุด หรือใช้พรมและชั้นวางของแบบโปร่งในการแบ่งขอบเขตหน้าที่ของแต่ละมุม ช่วยให้พื้นที่ดูเป็นสัดส่วนโดยที่ยังคงความโปร่งโล่งและเชื่อมต่อถึงกันได้ดี
  3. การจัดกลุ่มตามระดับเสียงและกิจกรรม แยกพื้นที่สำหรับกิจกรรมที่ใช้เสียงดัง เช่น มุมดูทีวีหรือมุมบาร์เครื่องดื่ม ออกจากมุมที่ต้องการความสงบอย่างมุมนั่งทำงานหรือมุมอ่านหนังสือ โดยใช้องค์ประกอบพืชพรรณธรรมชาติหรือระแนงไม้ช่วยกรองเสียงและพรางสายตา
  4. การเตรียมระบบไฟและจุดจ่ายไฟให้ครอบคลุม วางตำแหน่งปลั๊กไฟ ช่องเสียบ USB และจุดกระจายสัญญาณ Wi-Fi ให้กระจายตัวอยู่ตามมุมต่างๆ อย่างกลมกลืน เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ผู้คนมักพกพาแล็ปท็อปหรือสมาร์ตโฟนมานั่งทำงานและพักผ่อนร่วมกันในพื้นที่ส่วนกลาง

เทรนด์การออกแบบ Common Space ในปัจจุบัน

  • เทรนด์ Eco-Friendly และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

เลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน มีกระบวนการผลิตแบบหมุนเวียน เช่น ไม้ที่ได้รับการรับรองจากแหล่งปลูกทดแทน โลหะรีไซเคิล และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์จากเส้นใยธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมีตกค้าง เพื่อสร้างพื้นที่ร่วมกันที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในระยะยาว

  • เทรนด์ Smart Common Space รองรับเทคโนโลยีและ Gadget ยุคใหม่ 

การฝังจุดชาร์จไร้สาย (Wireless Charger) ลงบนพื้นผิวโต๊ะส่วนกลาง การติดตั้งระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับเปลี่ยนความสว่างตามนาฬิกาชีวิตมนุษย์ รวมถึงการใช้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศและการหมุนเวียนของออกซิเจนในโซนที่มีคนใช้งานหนาแน่น

  • เทรนด์ Biophilic Design ผสานธรรมชาติเต็มรูปแบบ 

ยกระดับจากการวางต้นไม้กระถางไปสู่การรวมธรรมชาติเข้าเป็นโครงสร้างหลักของพื้นที่ เช่น การทำผนังมอสสดช่วยซับเสียง ดึงแสงธรรมชาติผ่านช่องแสงหลังคา และเลือกใช้วัสดุผิวสัมผัสธรรมชาติอย่างหินแท้ ดินดินเผา หรือไม้ตอ เพื่อลดความเครียดและสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย

  • เทรนด์ Micro-Spaces และการแบ่งโซนแบบยืดหยุ่น 

เปลี่ยนจากพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่ไม่มีขอบเขต มาจัดสรรมุมหลบสายตาขนาดเล็กควบคู่กับการใช้วัสดุซับเสียง เช่น แผงอะคูสติกใยผ้าหรือระแนงไม้ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนั่งทำงานส่วนตัวและสังสรรค์ร่วมกันได้ในพื้นที่เดียวกันโดยไม่รบกวนกัน

 

พื้นที่ส่วนกลางหรือ Common Space

สรุป

พื้นที่ส่วนกลางหรือ Common Space คือส่วนสำคัญของการอยู่อาศัยและการทำงานในยุคปัจจุบัน ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์รวมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านการจัดพื้นที่ลื่นไหลและผสานฟังก์ชันการพักผ่อนอย่างลงตัว เน้นความยืดหยุ่นของพื้นที่ เปิดรับแสงธรรมชาติ และเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพตามเทรนด์รักโลกและนวัตกรรมอัจฉริยะ ซึ่งการผสมผสานโครงสร้างอาคารโดยสถาปนิกและการจัดเลย์เอาต์เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมมนุษย์โดยอินทีเรียดีไซน์เนอร์ จะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันอย่างยั่งยืน

 

Tanda Design Studio รับออกแบบ Common Space ครบวงจรสำหรับโครงการบ้าน การตกแต่งคอนโดขนาดเล็ก คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ โรงแรม รีสอร์ต รวมถึงอาคารสำนักงานยุคใหม่ โดยทีมสถาปนิกและอินทีเรียดีไซเนอร์มืออาชีพที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การวางแนวคิด ออกแบบภายใน จัดสรรสเปซ คัดเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการควบคุมงานตกแต่งจริง 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

พื้นที่ส่วนกลางในบ้าน ควรใช้ไฟสีอะไรดี? 

ควรใช้แสงอุ่น Warm White (2700K - 3000K) ผสม Cool White (4000K) แสง Warm White จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย เหมาะกับการพักผ่อนร่วมกัน ส่วนมุมทำกิจกรรมอย่างโต๊ะอาหารหรือโต๊ะทำงาน แนะนำให้เสริมไฟเฉพาะจุดเป็นแสง Cool White ช่วยให้สบายตาและมองเห็นชัดขึ้น

Co-working space กับ Co-living space ต่างกันอย่างไร? 

ต่างกันที่เป้าหมายหลักในการใช้งานและไลฟ์สไตล์ โดย Co-working space จะเป็นพื้นที่แชร์ร่วมกันเพื่อเน้นการทำงาน การระดมสมอง และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ส่วน Co-living space จะเน้นไปที่การพักอาศัยและการใช้ชีวิตร่วมกันเสมือนบ้าน มีส่วนกลางอย่างห้องครัวหรือห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ให้ผู้พักอาศัยได้ทำกิจกรรมร่วมกัน

การทำ Open Plan Layout มีข้อเสียอะไรที่ต้องระวัง? 

ข้อเสียหลักคือเรื่องการควบคุมเสียง กลิ่นรบกวน และความเป็นส่วนตัว เนื่องจากไม่มีผนังกั้น เสียงจากการดูทีวีหรือกลิ่นจากการทำครัวจึงสามารถส่งผ่านกระจายไปทั่วได้ง่าย อีกทั้งการเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ยังทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นตามไปด้วย

เฟอร์นิเจอร์ Modular กับ Built-in แบบไหนคุ้มกว่า? 

ขึ้นอยู่กับรูปแบบการอยู่อาศัยและความต้องการ เฟอร์นิเจอร์ Modular จะคุ้มค่าในแง่ของความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้บ่อย และสามารถถอดประกอบย้ายไปบ้านใหม่ได้ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ Built-in จะคุ้มค่าในระยะยาวสำหรับคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ เพราะออกแบบตัดเข้ามุมพอดี แข็งแรงทนทาน และเก็บของได้จุใจกว่า

โทนสีทาผนัง Common Space ควรใช้สีอะไร? 

ควรเลือกใช้โทนสีอ่อนและสีธรรมชาติ เช่น สีขาวออฟไวท์ สีครีม สีเบจ หรือสีเทาอ่อน เพราะสีกลุ่มนี้จะช่วยสะท้อนแสงธรรมชาติได้ดี ทำให้พื้นที่ส่วนรวมดูโปร่งกว้าง สบายตา ไม่รู้สึกอึดอัด และยังเปิดโอกาสให้แมตช์เข้ากับเฟอร์นิเจอร์สไตล์ต่างๆ ได้ง่ายด้วย

Common Space คืออะไรในวงการอสังหาริมทรัพย์? 

หากเจาะลึกในแง่ของธุรกิจและการอยู่อาศัย พื้นที่ส่วนนี้หมายถึงพื้นที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เจ้าของร่วมทุกคนมีสิทธิ์ใช้งานร่วมกัน โดยมูลค่าและการออกแบบพื้นที่ตรงนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อและเพิ่มมูลค่าให้โครงการในระยะยาว

บล็อกที่เกี่ยวข้อง