Interior Design คืออะไร? พร้อมบริการออกแบบภายในครบวงจร
แชร์

พื้นที่ทุกตารางนิ้วไม่ได้บอกเล่าแค่เรื่องราวของสถาปัตยกรรม แต่ยังสะท้อนตัวตนและภาพลักษณ์ การเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นสเปซที่ใช่จึงต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์แห่งการออกแบบที่เข้าใจ

ผู้ใช้งานจริงๆ พร้อมเปลี่ยนภาพในหัวของคุณให้กลายเป็นจริงด้วยบริการออกแบบภายในแบบครบวงจร 


ตั้งแต่การวางคอนเซปต์ ออกแบบพื้นที่ เลือกวัสดุ ไปจนถึงควบคุมงานตกแต่ง เพื่อให้บ้านหรือธุรกิจสวยงามและใช้งานได้อย่างลงตัว มาร่วมค้นพบเคล็ดลับการเนรมิตสเปซในฝัน ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสะกดทุกสายตาไปพร้อมกันในบทความนี้

Summary

  • การออกแบบภายในคือการจัดสรรพื้นที่ภายในให้สวยงามและตอบโจทย์การใช้งานจริง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างยั่งยืน
  • ขั้นตอนการทำงานของบริษัทออกแบบภายใน เริ่มจากการพูดคุยความต้องการ วางคอนเซปต์ พัฒนาแบบร่าง ทำภาพ 3D เสมือนจริง เขียนแบบก่อสร้าง และเข้าสู่กระบวนการก่อสร้างตกแต่งหน้างานโดยมีทีมงานมืออาชีพคอยควบคุมมาตรฐานอย่างใกล้ชิด
  • วิธีเลือกบริษัท Interior Design ที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมา สไตล์และไอเดียการออกแบบ ตอบโจทย์กับความต้องการ รวมถึงประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหน้างาน ความโปร่งใสเรื่องการแจกแจงงบประมาณ (BOQ) และความสามารถในการรับฟังเพื่อตีโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณให้กลายเป็นจริง

ออกแบบภายใน (Interior Design) คืออะไร

การออกแบบภายใน (Interior Design) ไม่ได้เป็นแค่การนำเฟอร์นิเจอร์มาจัดวางให้ห้องดูดีเท่านั้น แต่คือศาสตร์และศิลป์ในการจัดสรรพื้นที่ภายในอาคาร เพื่อสะท้อนตัวตนและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยจริงๆ สิ่งสำคัญของงานอินทีเรียคือการผสานความสวยงามเข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อสร้างสเปซที่มองแล้วสบายตาและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

เพื่อให้พื้นที่ทุกตารางนิ้วถูกดึงศักยภาพออกมาใช้ งานออกแบบภายในจึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน ดังนี้

  • Space Planning (การจัดสรรพื้นที่) รากฐานที่สำคัญของการออกแบบ คือการจัดวางผังและกำหนดสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยให้ลื่นไหล ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ คำนึงถึงพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก
  • Color & Material (การเลือกสีและวัสดุ) การจับคู่โทนสีและเลือกพื้นผิววัสดุอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นงานไม้ หิน กระจก หรือผ้า เพื่อกำหนดบรรยากาศห้องให้เข้ากับคอนเซปต์และสร้างแบบที่ต้องการ
  • Lighting Design (การออกแบบแสง) การผสมผสานระหว่างแสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์ (โคมไฟประเภทต่างๆ) เพื่อสร้างมิติของพื้นที่ จุดประกายความโดดเด่น และกำหนดระดับความสว่างให้เหมาะสมกับกิจกรรมในแต่ละมุมของบ้าน
  • Furniture & Decoration (เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง) การคัดสรรชิ้นงานที่ช่วยเติมเต็มสไตล์ห้อง ทั้งเฟอร์นิเจอร์บิลต์อิน เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว รวมถึงของประดับตกแต่ง เพื่อให้สเปซนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

ความสำคัญของการออกแบบภายใน

ความสำคัญของการออกแบบภายใน

การออกแบบภายในไม่ใช่แค่ความสวยงามเปลือกนอก แต่คือการแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ส่งผลดีต่อผู้อยู่อาศัยในระยะยาว 

  • ทำให้พื้นที่ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ การออกแบบภายในจะช่วยเปลี่ยนจุดบอดของบ้านให้กลายเป็นจุดเด่น เช่น การเปลี่ยนพื้นที่ใต้บันไดเป็นตู้เก็บของ หรือการจัดวางผังห้องให้ลื่นไหล ช่วยลดความอึดอัดและทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันสะดวกสบายขึ้น
  • เพิ่มความสวยงามและสุนทรียภาพ การเลือกใช้โทนสี พื้นผิว และแสงไฟเข้ากัน จะช่วยสร้างความรู้สึกดีๆ ทุกครั้งที่เข้าบ้าน ไอเดียที่ผ่านการคิดมาอย่างดีจะทำให้บ้านน่ามองทุกมุม 
  • เพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ในมุมของการลงทุน บ้านหรือคอนโดที่ผ่านการออกแบบภายในอย่างมีสไตล์จะขายง่ายและได้ราคาดีกว่าพื้นที่เปล่า เพราะคนซื้อจะมองหาที่พักอาศัยที่พร้อมเข้าอยู่และดีไซน์โดดเด่น ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในอนาคต
  • สร้างบรรยากาศที่ดีต่อการอยู่อาศัย สภาพแวดล้อมมีผลต่อจิตใจมาก การออกแบบที่เน้นแสงสว่างเหมาะสม ถ่ายเทอากาศดี และใช้โทนสีผ่อนคลาย จะช่วยลดความเครียดจากการทำงาน และเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นที่ชาร์จพลังได้
  • สะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้าน บ้านคือกระจกเงาที่สะท้อนรสนิยมและตัวตน งานออกแบบภายในจะช่วยถ่ายทอดเรื่องราว ความชอบ และไลฟ์สไตล์ส่วนตัวออกมาแบบจับต้องได้ ทำให้บ้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร

ขั้นตอนการทำงานของบริษัทออกแบบภายใน

เพื่อให้การเนรมิตพื้นที่ในฝันราบรื่นและมีมาตรฐาน บริษัทออกแบบภายในมืออาชีพจะมีลำดับขั้นตอนการทำงานเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าของบ้านหรือเจ้าของธุรกิจมั่นใจได้ในทุกกระบวนการ 

  1. Consultation (การให้คำปรึกษาและรวบรวมข้อมูล) เริ่มต้นจากการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์ ความต้องการใช้งาน งบประมาณ รวมถึงสไตล์ที่ลูกค้าชอบ ขั้นตอนนี้มีการลงพื้นที่จริงเพื่อวัดขนาดและประเมินสภาพหน้างาน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงโครงสร้างและฟังก์ชัน
  2. Concept Design (การวางแนวคิดการออกแบบ) นำข้อมูลที่ได้มาสร้างสรรค์เป็น Mood & Tone หรือคอนเซปต์หลักของโครงการ เพื่อกำหนดทิศทางอารมณ์และบรรยากาศในภาพรวมว่าจะเป็นสไตล์ไหน เช่น แบบบ้านสไตล์มินิมอล ลักชูรี หรือแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียด
  3. Design Development (การพัฒนาแบบร่าง) เมื่อคอนเซปต์ผ่านการเห็นชอบแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนลงรายละเอียดเชิงลึก ทั้งการวางแปลนเฟอร์นิเจอร์ การเลือกวัสดุพื้นผิว ชนิดผ้า งานระบบไฟฟ้า และการกำหนดจุดแสงสว่าง เพื่อให้ทุกอย่างเข้ากับการใช้งานจริง
  4. 3D Visualization (การทำภาพจำลองเสมือนจริง) ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพบ้านหรือธุรกิจในอนาคตได้ชัด ผ่านการทำภาพ 3 มิติที่สมจริงทั้งแสง เงา และวัสดุ ขั้นตอนนี้ช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดที่ต้องการได้ก่อนเริ่มงานก่อสร้างจริง ช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาได้เยอะ
  5. Construction & Decoration (การก่อสร้างและตกแต่ง) ขั้นตอนสุดท้ายคือการเปลี่ยนแบบในกระดาษให้กลายเป็นพื้นที่จริง โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญจะดำเนินการตามแบบที่วางไว้ ภายใต้การควบคุมงานของมัณฑนากรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้งานก่อสร้าง การติดตั้งเฟอร์นิเจอร์บิลต์อิน และงานตกแต่งออกมาประณีตและตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

 

6 สไตล์การออกแบบภายในยอดนิยม

6 สไตล์การออกแบบภายในยอดนิยม

การเลือกสไตล์ที่ใช่ช่วยเปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนได้ชัด มาทำความรู้จักกับ 6 สไตล์ยอดนิยมที่จะช่วยเนรมิตพื้นที่ให้สวยงามและตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว

1. Modern Style

เน้นความเรียบง่ายและเส้นสายเฉียบคมเพื่อสร้างบรรยากาศทันสมัยและสะอาดตาอยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานเพื่อให้ทุกตารางนิ้วเกิดประโยชน์ เลือกใช้โทนสี Neutral เช่น ขาว เทา ดำ เพื่อสร้างความรู้สึกสงบและเป็นมืออาชีพ เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความคล่องตัวและเรียบเท่ในเวลาเดียวกัน

2. Minimal Style

ยึดหลักการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อเน้นความเรียบง่ายสบายตาและไม่วุ่นวาย เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่เต็มไปด้วยคุณภาพและดีไซน์ที่เน้นการใช้งานจริงเป็นหลัก สเปซภายในจึงดูโปร่งสบายและอากาศถ่ายเทได้ดี ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อนสงบเงียบและไร้สิ่งรบกวนสายตา เหมาะสำหรับคนที่หลงรักความสงบและการใช้ชีวิตแสนเรียบง่าย

3. Luxury Style

ยึดความหรูหราผ่านการเลือกใช้แต่วัสดุพรีเมียมระดับไฮเอนด์ เช่น หินอ่อนลวดลายสวยงามและงานโลหะสีทองดูมีระดับ ทุกรายละเอียดงานดีไซน์มีความประณีตและละเมียดละไม เพื่อสะท้อนถึงรสนิยมเหนือระดับของเจ้าบ้าน การตกแต่งสไตล์นี้ช่วยเปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าและเต็มไปด้วยเสน่ห์น่าหลงใหลทุกมุมมอง

4. Industrial Style

โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่เน้นความดิบเท่และการโชว์โครงสร้างภายในอาคาร เช่น ท่องานระบบหรือคานเหล็ก การใช้วัสดุพวกปูนเปลือยขัดมัน อิฐแดง และโลหะสีเข้มช่วยสร้างเสน่ห์ที่ดูแข็งแกร่งและมีสไตล์ไม่ซ้ำใคร พื้นที่สไตล์นี้จะเน้นความโล่งกว้างแบบโรงงานสมัยก่อน แต่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้น่าสนใจและดูมีมิติ

5. Contemporary Style

เป็นการออกแบบที่ผสมผสานหลายสไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เน้นดีไซน์ทันสมัยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน จุดเด่นอยู่ที่ความยืดหยุ่นและการปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยแบบไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์เดิมๆ มากเกินไป ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูมีชีวิตชีวาและเข้าถึงง่าย การตกแต่งแนวนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบความแปลกใหม่หลากหลายที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ

6. Scandinavian Style

สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลายด้วยการใช้โทนสีสว่าง อย่างสีขาวหรือสีครีมเป็นหลักควบคู่กับแสงธรรมชาตินุ่มนวล การเลือกใช้ไม้ธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญช่วยเพิ่มความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติและทำให้ห้องดู

ละมุนตามากขึ้น สไตล์นี้เน้นความเรียบง่ายที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นแบบนอร์ดิก ช่วยให้พื้นที่พักอาศัยกลายเป็นสวรรค์ของการพักผ่อนแสนสบาย 

วิธีเลือกบริษัท Interior Design ที่เหมาะสม

การเลือกบริษัทออกแบบภายในที่ใช่เปรียบเสมือนการหาพาร์ตเนอร์ที่จะมาสร้างฝันของคุณให้เป็นจริง นอกจากเรื่องรสนิยมที่ต้องตรงกันแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญหลายอย่างที่ควรพิจารณาเพื่อให้งานออกมาตรงใจ

  • ประสบการณ์ของบริษัท ประวัติการทำงานที่ยาวนานไม่ได้การันตีแค่จากผลงานที่สวยงาม แต่หมายถึงทักษะการแก้ปัญหาหน้างาน บริษัทที่มีประสบการณ์จะรู้วิธีจัดการกับโครงสร้างซับซ้อน งานระบบยุ่งยาก และสามารถควบคุมระยะเวลาให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้
  • ผลงานที่ผ่านมา ลองไล่ดูผลงานเก่าๆ ของบริษัทว่ามีสไตล์ที่ตรงกับใจไหม และที่สำคัญคือต้องดูความหลากหลายของงาน เพราะบริษัทที่เก่งจริงจะสามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้เข้ากับโจทย์ที่แตกต่างกันได้ ไม่ใช่แค่ทำสไตล์เดียวซ้ำๆ ในทุกโครงการ
  • ความเข้าใจความต้องการลูกค้า นักออกแบบภายในที่ดีต้องเป็นนักฟังที่เก่งด้วย ควรดูว่าเขาสามารถตีโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแตกไหม เช่น ถ้าคุณบอกว่าชอบทำอาหาร เขาควรเสนอไอเดียเรื่องฟังก์ชันห้องครัวที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เน้นความสวยงามจนลืมเรื่องการระบายอากาศหรือพื้นที่จัดเตรียมอาหาร
  • งบประมาณ ความโปร่งใสเรื่องราคาคือสิ่งสำคัญ บริษัทมืออาชีพจะสามารถบริหารจัดการงบประมาณให้คุ้มค่า มีการจัดทำ BOQ (Bill of Quantities) ชัดเจน ระบุสเปกวัสดุและราคาละเอียด เพื่อป้องกันปัญหางบบานปลายภายหลัง
  • ขั้นตอนการทำงานชัดเจน เช็กดูว่าบริษัทมีระบบการทำงานเป็นลำดับขั้นตอนไหม ตั้งแต่การทำสัญญา การส่งแบบร่าง ไปจนถึงการเข้าตรวจงานก่อสร้าง กระบวนการที่ชัดเจนจะช่วยลดความสับสนและทำให้สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการ ได้ในทุกระยะอย่างมั่นใจ

 

ทำไมควรเลือกใช้บริการออกแบบภายในกับ Tanda Design Studio

ทำไมควรเลือกใช้บริการออกแบบภายในกับ Tanda Design Studio

ถ้ากำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะเปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานจริงได้ Tanda Design Studio พร้อมมอบประสบการณ์การออกแบบเหนือระดับ ด้วยความเชี่ยวชาญและการใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อให้บ้านหรือธุรกิจของคุณโดดเด่นและตอบโจทย์ 

สามารถชมผลงานตัวอย่างได้ที่งานออกแบบภายใน

จุดเด่นที่ทำให้เราแตกต่าง

  • ทีมออกแบบมืออาชีพ ประกอบด้วยมัณฑนากรและนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ ผสานความรู้ด้านสถาปัตยกรรมเข้ากับศิลปะการตกแต่ง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์
  • บริการครบวงจร (One-Stop Service) ดูแลตั้งแต่ขั้นตอนให้คำปรึกษา วางคอนเซปต์ เขียนแบบ 3D ไปจนถึงเลือกวัสดุและคุมงานก่อสร้าง ครบจบในที่เดียว
  • ออกแบบตรงตามไลฟ์สไตล์ลูกค้า เราเชื่อว่างานออกแบบที่ดีต้องสะท้อนตัวตนผู้อยู่อาศัย เราจึงเน้นการพูดคุยเพื่อดึงความต้องการจริงๆ มาปรับใช้ในงานดีไซน์ให้ลงตัว
  • ควบคุมคุณภาพงานใกล้ชิด มีทีมงานตรวจสอบมาตรฐานในทุกขั้นตอนการตกแต่ง เพื่อให้มั่นใจว่างานที่ออกมาตรงตามแบบ วัสดุมีคุณภาพคงทน
  • มีประสบการณ์ในโครงการหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานสเกลเล็กหรือใหญ่ เราผ่านประสบการณ์การทำงานมาอย่างโชกโชน ทำให้เราเข้าใจเงื่อนไขและข้อจำกัดของพื้นที่แต่ละประเภทเป็นอย่างดี

บริการของ Tanda Design Studio

เราพร้อมเนรมิตพื้นที่ทุกรูปแบบให้กลายเป็นสเปซที่เต็มไปด้วยฟังก์ชันและดีไซน์ 

  • ออกแบบบ้าน สร้างสรรค์บ้านในฝันให้เป็นพื้นที่พักผ่อนที่อบอุ่นและสะท้อนรสนิยมของสมาชิกทุกคนใน ครอบครัว
  • ออกแบบคอนโด บริหารจัดการพื้นที่จำกัดให้ใช้งานได้คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว พร้อมดีไซน์ที่ช่วยให้ห้องดูโปร่งกว้างและทันสมัย
  • ออกแบบร้านค้า สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่านการจัดวาง Layout และ Mood & Tone ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์และกระตุ้นยอดขาย
  • ออกแบบสำนักงาน ปรับโฉมออฟฟิศให้เป็นพื้นที่ทำงานที่สร้างแรงบันดาลใจ เน้นฟังก์ชันที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • บริการตกแต่งภายในครบวงจร ดูแลตั้งแต่งานโครงสร้าง งานระบบ ไปจนถึงงานบิลต์อินและเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เพื่อส่งมอบงานที่พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที 

สรุป

งานออกแบบภายในไม่ใช่แค่การตกแต่งเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นศาสตร์ที่ช่วยจัดสรรพื้นที่ให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย การออกแบบที่ดีนอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างบรรยากาศที่ดีภายในบ้านแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้อสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวได้ด้วย ปัจจุบันมีสไตล์การออกแบบที่หลากหลายให้เลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นแนว Modern, Minimal หรือการตกแต่งภายใน Modern Luxury 

แต่การเลือกบริษัท Interior Design ที่มีประสบการณ์และมีขั้นตอนการทำงานชัดเจนถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้งานมีคุณภาพและ งบประมาณไม่บานปลาย และกำลังมองหาผู้ช่วยมืออาชีพ บริษัทออกแบบบ้าน Tanda Design Studio พร้อมให้บริการออกแบบภายในบ้านครบวงจร หรือจะเป็นคอนโด ไปจนถึงร้านค้าและสำนักงาน โดยทีมงานที่ใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อให้พื้นที่ของคุณสวยงามและใช้งานได้ลงตัว 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

มัณฑนากรกับสถาปนิก ต่างกันยังไง? 

สถาปนิกเน้นการออกแบบโครงสร้างอาคารและภาพรวมภายนอกให้แข็งแรง ปลอดภัย และถูกกฎหมาย ส่วนมัณฑนากร (Interior Designer) จะเน้นจัดการสเปซภายในอาคาร การตกแต่ง วัสดุ และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่ละเอียดอ่อนกว่า 

จ้างฟรีแลนซ์กับจ้างบริษัทออกแบบ ต่างกันยังไง?

ฟรีแลนซ์มีค่าบริการยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายกว่า แต่การจ้างบริษัทออกแบบจะได้ความเป็นระบบ มีทีมงานรองรับครบวงจร และมีความมั่นคงในการรับประกันผลงานมากกว่า ช่วยลดความเสี่ยงโดนทิ้งงานได้ดีกว่า

จ้างผู้รับเหมาเองแต่ใช้แบบที่จ้างคนอื่นออกแบบมา ทำได้ไหม?

ทำได้ แต่ต้องมั่นใจว่าแบบที่จ้างมามีรายละเอียดเชิงวิศวกรรมและงานระบบชัดเจนพอ เพื่อให้ผู้รับเหมาตีราคาและทำงานได้ ควรให้ผู้ออกแบบเดิมช่วยเป็นที่ปรึกษาเพื่อป้องกันงานผิดเพี้ยนจากแบบด้วย

ระยะเวลาในการตกแต่งภายในทั้งหมด ใช้เวลานานแค่ไหน?

 

โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 3 - 6 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความซับซ้อนของดีไซน์ แบ่งเป็นขั้นตอนการสรุปแบบ 1 - 2 เดือน และขั้นตอนการผลิตเฟอร์นิเจอร์บิลต์อินรวมถึงเข้าติดตั้งหน้างานอีกประมาณ 2 - 4 เดือน

ถ้าแบบ 3D สวย แต่หน้างานจริงทำไม่ได้ ต้องทำยังไง?

ต้องให้ Interior Designer และช่างเทคนิคประชุมร่วมกันเพื่อปรับแก้แบบหน้างานให้ใกล้เคียงกับแบบเดิมมากที่สุด เน้นหาวัสดุหรือโครงสร้างทางเลือกที่สามารถติดตั้งได้จริง เพื่อให้ผลลัพธ์ยังสวยและใช้งานได้ปลอดภัย

บล็อกที่เกี่ยวข้อง